ข่าวประชาสัมพันธ์




เกี่ยวกับสำนักงาน



ความเป็นมาของ สคช.
เนื่องจากสภาพปัญหามากมายหลายสาเหตุด้วยกัน ที่มีส่วนทำให้เกิดความเดือนร้อนแก่ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่มีฐานะยากจน หรือที่อยู่ในชนบทห่างไกล อาทิเช่น การถูกเอารัดเอาเปรียบในด้านเศรษฐกิจ ปัญหาการแย่งที่ดินทำกิน การกระทบกระทั่งกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับราษฎรในการใช้อำนาจรัฐอันไม่เป็นธรรม ฯลฯ สาเหตุต่าง ๆเหล่านี้ เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนที่ถูกกระทำ ต้องสูญเสียสิทธิเสรีภาพและทรัพย์สินไป ซึ่งผลที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือการแก้แค้น ประทุษร้ายต่อร่างกาย และชีวิตซึ่งกันและกัน การก่ออาชญากรรม ที่ทำให้สังคมอยู่กันอย่างหวาดผวา ไม่มีความผาสุก และเมื่อเกิดขึ้นมาก ๆ ก็จะมีผลกระทบ ต่อความมั่นคงของประเทศได้ ซึ่งภาวการณ์ดังกล่าว จากการศึกษาวิจัยก็ได้พบว่า มูลเหตุสำคัญประการหนึ่งก็คือ ความไม่รู้กฎหมาย ที่ทำให้คนส่วนหนึ่งมีการกระทำที่ละเมิด ต่อกฎเกณฑ์ที่กฎหมายได้กำหนดไว้ ในขณะที่คนอีกส่วนหนึ่งก็ไม่มีความรู้ ที่จะใช้กฎหมาย ในการปกป้องและพิทักษ์สิทธิหรือผลประโยชน์ของตน เมื่อเกิดกรณีพิพาทขึ้น ก็ทำให้รัฐต้องทุ่มเทงบประมาณจำนวนไม่น้อย ในแต่ละปีเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการแก้ไขปัญหาสังคม โดยวิธีการปราบปรามแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่วิถีทางที่ได้ผลอย่างแท้จริง วิธีการที่ดีที่ควรทำควบคู่กันไปก็คือ การส่งเสริมประชาชนให้มีความรู ้ ในสิทธิและหน้าที่ของตนตามกฎหมาย จะทำให้เกิดความสัมฤทธิ์ผล ในการลดปัญหาพิพาทขัดแย้งได้ในปริมาณที่มากกว่า ดังนั้น จากแนวความคิดดังกล่าว ได้นำมาสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง ในยุครัฐบาลของ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งได้มีการจัดตั้งโครงการให้ความช่วยเหลือ ทางกฎหมายแก่ประชาชน ชนบทในเขตยากจนขึ้น อันเป็นโครงการหนึ่ง ในแผนงานบริการขั้นพื้นฐาน ของแผนพัฒนาชนบทยากจน แล้วบรรจุโครงการนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) โดยในชั้นแรกได้มอบหมาย ให้สำนักนโยบายและแผนมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ปฏิบัติ
สำนักนโยบายและแผนมหาดไทย ได้ดำเนินงานไปได้ระยะหนึ่ง ก็มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2526 เห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูป ระบบราชการ และระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน ให้โอนโครงการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ชนบทในเขตยากจน ให้สำนักงานอัยการสูงสุด (กรมอัยการในขณะนั้น) เป็นผู้ดำเนินการสืบต่อมา ก่อนหน้าที่จะได้รับโอนงานมานั้น กรมอัยการได้มีการดำเนินงานด้านการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพ และ ผลประโยชน์ของประชาชนตามที่กฎหมาย กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ ของพนักงานอัยการอยู่แล้วโดย กรมอัยการได้มีคำสั่งที่ 174/2525 ลงวันที่ 15 กันยายน 2525 จัดตั้งสำนักงานคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชน (สคช.) ขึ้น โดยจัดตั้งเป็นหน่วยงานภายใน ซึ่งเมื่อสำนักนโยบายและแผนมหาดไทย ได้ส่งมอบงานตามโครงการให้ความช่วยเหลือ ทางกฎหมายแก่ ประชาชนให้กรมอัยการทั้งหมด ในวันที่ 1 มิถุนายน 2527 กรมอัยการก็ได้มอบหมายงานตามโครงการฯ ให้สำนักงานคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชนดำเนินงานมาตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา
สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และผลประโยชน์ของประชาชน ตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการ หรือเมื่อมีกรณีอันสมควร เข้าคุ้มครองป้องกันสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ ของประชาชนในประการอื่น ที่กฎหมายให้มีอำนาจดำเนินการได้ ตลอดจนดำเนินงาน ให้บริการช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย แก่ประชาชนผู้ยากไร้ และประชาชนในชนบท รวมทั้งดำเนินการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมาย ให้แก่ประชาชนทั่วไป ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค แบ่งออกเป็น 3 กอง คือ”
1) กองคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
2) กองช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน
3) กองแผนและติดตามประเมินผล
ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2531 เป็นต้นไป
ปัจจุบันนี้ ตามกฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการสำนักงานอัยการสูงสุด (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 ลงวันที่ 29 กันยายน 2549
ข้อ 15 (24) กำหนดให้สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือ ทางกฎหมายแก่ประชาชน มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบการดำเนินการเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และผลประโยชน์ของประชาชน การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย การเผยแพร่ความรู้ทางด้านสิทธิมนุษยชน และความรู้ทางกฎหมาย แก่ประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ การดำเนินการเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านอรรถคดี การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมาย เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคแก่ประชาชน ศึกษาวิจัย และพัฒนาระบบ รูปแบบ วิธีการ และแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการดังกล่าว
ผลการปฏิบัติงาน
สคช. ได้รับการคัดเลือกและยกย่องให้เป็นหน่วยงานดีเด่นระดับชาติ สาขาพัฒนาสังคม พ.ศ. 2529 จากคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ในส่วนที่เกี่ยวกับประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและในต่างจังหวัด ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2535 อนุมัติให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีกติกา ระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (พ.ศ. 2509) และจากเหตุผลดังกล่าวได้มี การจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนระดับชาติขึ้น โดนมีนายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่ นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้กำหนดให้สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นแกน กลางในการจัดตั้งองค์กรทางด้านสิทธิมนุษยชน
โครงสร้างของ สคช.
สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิและให้ความช่วยเหลือ ทางกฎหมายแก่ประชาชนสังกัดอยู่ ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ดังนี้
ส่วนกลาง ประกอบด้วย
สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (ส่วนกลาง)
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายแผนช่วยเหลือทางกฎหมาย
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิ
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย 1 (รัชดาภิเษก)
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย 2 (หลักเมือง)
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย 3 (ธนบุรี)
สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมาย 4 (มีนบุรี)
ส่วนภูมิภาค
เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ได้รับการบริการทางกฎหมาย จากพนักงานอัยการโดยเสมอภาค และทั่วถึงกัน สำนักงานอัยการสูงสุดจึงมีคำสั่ง ให้จัดตั้งสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคดี จังหวัด (สคชจ.) ขึ้น โดยมีหน้าที่สำคัญคือ เผยแพร่และฝึกอบรมความรู้ทางกฎหมาย และให้คำปรึกษาปัญหากฎหมายแก่ประชาชน จัดหาทนายความช่วยเหลือในทางอรรถคดี แก่ประชาชนผู้ยากจนและไม่ได้รับความเป็นธรรม ตลอดจนงานการประนอมข้อพิพาท งานคุ้มครองสิทธิทางศาลตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการ เช่น การร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก ฯลฯ
สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ในส่วนภูมิภาคประกอบด้วย
– สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมาย ภาค 1- 9 จำนวน 9 แห่ง
– สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัด (สคชจ.) ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานอัยการจังหวัด จำนวน 76 แห่ง
– สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัด ประจำจังหวัดสาขา (สคชจ. สาขา) ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานอัยการจังหวัดประจำอำเภอ จำนวน 34 แห่ง
วิสัยทัศน์ (Vision)
“องค์กรนำในการใช้กฎหมายเพื่อรักษาความยุติธรรมให้กับประชาชนและสังคม”
พันธกิจ (Missions)
๑) ยกระดับคุณภาพมาตรฐานงานตามภารกิจด้านการอำนวยความยุติธรรม การรักษาผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนให้มีคุณภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นและศรัทธา
๒) พัฒนาความร่วมมือ บูรณาการเครือข่ายองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้านการพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาลเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมของประเทศ
๓) เพิ่มศักยภาพมาตรฐานกลไกการบริหารจัดการระบบงานและกระบวนการทำงานที่สำคัญรวมทั้งการพัฒนาระบบติดตามประเมินผลและระบบจัดการองค์ความรู้เพื่อมุ่งสู่การสร้างนวัตกรรมโดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นพื้นฐาน
๔) พัฒนาองค์กรให้มีคุณภาพคู่คุณธรรมตามหลักธรรมาภิบาล บุคลากรมีสมรรถนะสูง มีคุณธรรมจริยธรรมและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ยุทธศาสตร์
ยุทธศาสตร์ที่ ๑: การยกระดับคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ในการปฏิบัติภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุด
ยุทธศาสตร์ที่ ๒: การบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นเพื่อพัฒนากระบวนการยุติธรรมและตอบสนองนโยบายรัฐบาล
ยุทธศาสตร์ที่ ๓: การยกระดับประสิทธิภาพระบบงานและการจัดการความรู้/นวัตกรรมผ่านการเชื่อมโยงเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย
ยุทธศาสตร์ที่ ๔: การเพิ่มศักยภาพบุคลากรให้มีขีดสมรรถนะสูง มีคุณธรรม จริยธรรมและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
อำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี
- รับผิดชอบงานคุ้มครองสิทธิทางศาล ตามที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดนนทบุรี หรือศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี เช่น ขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก , ตั้งผู้อนุบาล, ขอรับบุตรบุญธรรม , ตั้งผู้ปกครอง, ตั้งผู้พิทักษ์ และขอให้ศาลสั่งเป็นคนสาบสูญ
- รับผิดชอบการให้คำปรึกษา แนะนำ หรือให้ความเห็นทางกฎหมาย
- การตอบปัญหาทางด้านกฎหมายที่มีผู้สอบถามทางเว็บไซต์ หรืออีเมล์ของสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี
- เผยแพร่และประชาสัมพันธ์งานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน
- ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง
บุคลากรของสำนักงาน




เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นในการขอตั้งผู้จัดการมรดก
- บัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนบ้านของผู้ร้อง
- สูติบัตร (กรณีผู้จะขอเป็นบุตรที่บิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน)
- บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้านของเจ้ามรดกที่จำหน่ายตาย และมรณบัตรของเจ้ามรดก (ผู้ตาย)
- ใบสำคัญการสมรส หรือข้อมูลทะเบียนครอบครัว (การสมรส) ของเจ้ามรดก (ผู้ตาย)
- หากไม่มีเอกสารสามารถขอคัดได้ที่สำนักงานเขต หรือ ที่ว่าการอำเภอ
- ข้อมูลทะเบียนครอบครัว (การหย่า,การรับรองบุตร,การรับบุตรบุญธรรม) ของเจ้ามรดก (ผู้ตาย)
- หากไม่มีเอกสารสามารถขอคัดได้ที่สำนักงานเขต หรือ ที่ว่าการอำเภอ
- บัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนบ้านบิดามารดาเจ้ามรดก
- กรณีบิดามารดาเจ้ามรดกเสียชีวิตแล้ว ใช้มรณบัตร หรือหนังสือรับรองการตาย หรือบันทึกให้ถ้อยคำยืนยันการตายจากสำนักงานเขต หรือ ที่ว่าการอำเภอ
- บัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนบ้านของทายาท
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
- เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก
- กรณีเป็นสมุดบัญชีเงินฝาก ใช้หน้าที่มีชื่อเข้าของบัญชี และยอดเงินล่าสุดที่มีการปรับสมุดแล้ว
- กรณีโฉนดที่ดิน ใช้สำเนาขนาด A4 เท่านั้น
- กรณีรถยนต์ที่ติดสัญญาเช่าซื้อ ใช้สัญญาเช่าซื้อ และคู่มือรายการจดทะเบียนรถยนต์
- กรณีมีพินัยกรรม ให้แนบพินัยกรรมและเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวกับทรัพย์ที่ระบุในพินัยกรรมด้วย
- กรณีมีการรับมรดกแทนที่ผู้ตาย
- ให้คัดข้อมูลทะเบียนครอบครัวของทายาทที่ตายก่อนเจ้ามรดก ตามข้อ 4 และ 5
- ถ้าทายาทผู้นั้นมีผู้สืบสันดาน ให้เตรียมเอกสารตามข้อ 8
- บัญชีเครือญาติของทายาท – ทางสำนักงานอัยการจะดำเนินการให้
- หนังสือให้ความยินยอมของทายาท – ทางสำนักงานอัยการจะดำเนินการให้
- เว้นเเต่ในกรณีที่ทายาทไม่อาจมาให้ความยินยอมที่สำนักงานอัยการได้ หนังสือให้ความยินยอม จะต้องมีข้าราชการเซ็นรับรองการลงลายมือชื่อ พร้อมกับแนบสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการ
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 4 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นขอให้ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถ/เสมือนไร้ความสามารถ
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ร้อง
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ป่วย (ผู้จะขอให้ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถ/เสมือนไร้ความสามารถ) และบัตรคนพิการ (ถ้ามี)
- กรณีผู้ป่วยสมรส/หย่า ใช้ทะเบียนสมรส/ทะเบียนการหย่าของผู้ป่วย
- กรณีผู้ป่วยเป็นโสด ให้คัดข้อมูลทะเบียนครอบครัวของผู้ป่วย (การสมรส,การหย่า,การรับรองบุตร,การรับบุตรบุญธรรม) ได้ที่สำนักงานเขต หรือ ที่ว่าการอำเภอ ทุกแห่ง
- ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน หรือมรณบัตร หรือทร.14/1 หรือหนังสือรับรองการตาย หรือบันทึกให้ถ้อยคำยืนยันการตายจากสำนักงานเขต ของบิดามารดาผู้ป่วย
- ใบรับรองแพทย์ตัวจริง พร้อมสำเนา
- ใบรับรองแพทย์ ต้องระบุชัดเจนว่าเป็นโรคอะไร ขณะนี้มีสภาพเป็นอย่างไร การสื่อสารเป็นอย่างไร สามารถโต้ตอบได้หรือไม่ สติสัมปชัญญะของผู้ป่วยเป็นอย่างไร โดยละเอียด
- รูปถ่ายผู้ป่วย (ปัจจุบัน) ในอิริยาบทต่างๆประมาณ ๔ รูป *ขอเป็นภาพสีทั้งหมด* เช่น ขณะป้อนอาหาร, เช็ดตัว, เปลี่ยนเสื้อผ้า,ทำแผล
- บัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนบ้านของทายาท
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
- บัญชีเครือญาติของทายาท – ทางสำนักงานอัยการจะดำเนินการให้
- หนังสือให้ความยินยอมของทายาท – ทางสำนักงานอัยการจะดำเนินการให้
- เว้นเเต่ในกรณีที่ทายาทไม่อาจมาให้ความยินยอมที่สำนักงานอัยการได้ หนังสือให้ความยินยอม จะต้องมีข้าราชการเซ็นรับรองการลงลายมือชื่อ พร้อมกับแนบสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการ
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 2 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นขอตั้งผู้ปกครอง/ถอน
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน ผู้จะเป็นผู้ปกครอง
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนผู้เยาว์
- สูติบัตรผู้เยาว์
- ทะเบียนสมรสของบิดามารดาผู้เยาว์ (ถ้ามี) หากไม่มีให้คัดข้อมูลทะเบียนครอบครัว (การสมรส,การหย่า,การรับรองบุตร) ได้ที่สำนักงานเขต หรือ ที่ว่าการอำเภอ ทุกแห่ง
- ใบมรณบัตรของบิดามารดาผู้เยาว์ (กรณีบิดาหรือมารดาเสียชีวิต)
- หลักฐานใบแจ้งความ (กรณีผู้เยาว์ถูกทอดทิ้ง ,ผู้ร้องกับผู้เยาว์ไม่ผูกพันทางสายโลหิต)
- สำเนาทะเบียนบ้านของบิดามารดาผู้เยาว์ที่ระบุไว้ในสูติบัตร (ถ้ามี)
- คัดที่อยู่บิดามารดา(ทร.๑๔/๑) ผู้เยาว์จากเขต หรือ ที่ว่าการอำเภอ (กรณีไม่สามารถติดต่อบิดามารดาของผู้เยาว์ได้)
- ใบทะเบียนสมรสผู้ร้อง (ถ้ามี) หรือกรณีเป็นโสดให้คัดข้อมูลทะเบียนครอบครัว (การสมรส,การหย่า,การรับรองบุตร,การรับบุตรบุญธรรม) ได้ที่สำนักงานเขต หรือ ที่ว่าการอำเภอ ทุกแห่ง
- หนังสือให้ความยินยอมพร้อมทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชน ของทายาทผู้เกี่ยวข้อง (แล้วแต่กรณี)
- หนังสือให้ความยินยอมของผู้เยาว์ (กรณีที่ผู้เยาว์สามารถให้ความยินยอมด้วยตนเองได้)
- หลักฐานอื่นใดที่แสดงความเกี่ยวพันระหว่างผู้ร้องกับบุคคลผู้ที่จะร้องขอตั้งผู้ปกครอง
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 6 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นขอรับรองบุตร
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ร้อง
- ใบสูติบัตร ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของบุตร
- แบบรับรองรายการะเบียนราษฎรของแม่เด็ก (แบบ ทร.14/1) กรณีไม่สามารถติดตามตัวแม่เด็กมาให้ความยินยอมได้
- หนังสือเดินทางหรือใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย (กรณีแม่เด็กเป็นคนต่างชาติ) พร้อมแปลเป็นภาษาไทยและรับรองความถูกต้องของเอกสารจากสถาบันที่รับแปล
- ในกรณีที่เด็กสามารถให้ความยินยอมได้ ให้พาเด็กมาให้ความยินยอม
- หนังสือให้ความยินยอมของแม่เด็ก พร้อมทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชน (กรณีถึงแก่ความตาย ใช้มรณบัตร)
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 5 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นขอเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย
- สูติบัตร (กรณีไม่มีให้คัดแบบรับรองรายการคนเกิดได้ที่สำนักงานเขตทุกที่) ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ร้อง และบุตรคนอื่นๆ
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของบิดา, มารดา, บุตรคนอื่นๆ, คัดถ่ายแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของบิดา, มารดาของผู้ตาย
- ใบมรณบัตร ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ตาย
- ทะเบียนสมรสของผู้ร้อง
- หนังสือให้ความยินยอมของบิดา/มารดา/บุตร/คู่สมรส ของผู้ตาย พร้อมทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน
- คัดข้อมูลทะเบียนครอบครัวของผู้ตาย (การสมรส,การหย่า,การรับรองบุตร,การรับบุตรบุญธรรม) ได้ที่สำนักงานเขต หรือ ที่ว่าการอำเภอ ทุกแห่ง
- หนังสือให้ความยินยอมของมารดาผู้ร้อง พร้อมทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน
- กรณีติดต่อไม่ได้ คัดทร.14/1 ได้ที่สำนักงานเขต หรือ ที่ว่าการอำเภอ ทุกแห่ง
- กรณีถึงแก่ความตาย ใช้มรณบัตร
- เอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการยื่นคำร้อง เช่น บัตรประกันสังคม ฯลฯ
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 5 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
| ปี 2566 | ขอตั้งผู้จัดการมรดก | ขอตั้งผู้อนุบาล | ขอตั้งผู้พิทักษ์ | ขอศาลสั่งให้เป็น คนสาบสูญ | คุ้มครองสิทธิ ผู้บริโภค |
| มกราคม | 132 | 1 | – | 1 | – |
| กุมภาพันธ์ | 61 | – | – | – | 4 |
| มีนาคม | 105 | 3 | – | – | 2 |
| เมษายน | 89 | 2 | – | – | 2 |
| พฤษภาคม | 98 | 3 | – | – | 2 |
| มิถุนายน | 84 | 6 | – | – | 1 |
| กรกฎาคม | 94 | 1 | – | – | 3 |
| สิงหาคม | 80 | 2 | – | – | 1 |
| กันยายน | 96 | 1 | – | – | 1 |
| ตุลาคม | 106 | 6 | – | – | 1 |
| พฤศจิกายน | 104 | 4 | – | – | – |
| ธันวาคม | 50 | 3 | – | – | 1 |
| รวมทั้งหมด | 1,099 เรื่อง | 32 เรื่อง | 0 เรื่อง | 1 เรื่อง | 18 เรื่อง |
หมายเหตุ : อัพเดทข้อมูลล่าสุดวันที่ 2 ม.ค. 2567
| ปี 2567 | ขอตั้งผู้จัดการมรดก | ขอตั้งผู้อนุบาล | ขอตั้งผู้พิทักษ์ | ขอศาลสั่งให้เป็น คนสาบสูญ | คุ้มครองสิทธิ ผู้บริโภค |
| มกราคม | 100 | – | – | – | – |
| กุมภาพันธ์ | 78 | 1 | – | – | 4 |
| มีนาคม | 80 | 6 | – | – | – |
| เมษายน | 62 | – | 1 | – | – |
| พฤษภาคม | 119 | 4 | – | – | 4 |
| มิถุนายน | 78 | 1 | – | – | 2 |
| กรกฎาคม | 110 | 3 | – | – | 3 |
| สิงหาคม | 69 | 2 | 1 | – | – |
| กันยายน | 85 | 2 | – | – | 2 |
| ตุลาคม | 74 | 6 | – | – | 2 |
| พฤศจิกายน | 121 | 3 | – | – | 1 |
| ธันวาคม | 92 | 2 | – | – | 2 |
| รวมทั้งหมด | 1,068 เรื่อง | 30 เรื่อง | 2 เรื่อง | 0 เรื่อง | 20 เรื่อง |
หมายเหตุ : อัพเดทข้อมูลล่าสุดวันที่ 2 ม.ค. 2568
| ปี 2568 | ขอตั้งผู้จัดการมรดก | ขอตั้งผู้อนุบาล | ขอตั้งผู้พิทักษ์ | ขอศาลสั่งให้เป็น คนสาบสูญ | คุ้มครองสิทธิ ผู้บริโภค |
| มกราคม | 85 | 1 | – | 1 | – |
| กุมภาพันธ์ | 123 | 4 | – | – | 3 |
| มีนาคม | 120 | 11 | – | – | 1 |
| เมษายน | 44 | 1 | – | – | 1 |
| พฤษภาคม | 59 | 4 | – | – | – |
| มิถุนายน | 76 | 4 | – | – | 2 |
| กรกฎาคม | 75 | 5 | – | – | 3 |
| สิงหาคม | 84 | 2 | – | – | – |
| กันยายน | 97 | 2 | – | – | 1 |
| ตุลาคม | 100 | 8 | – | – | 1 |
| พฤศจิกายน | 104 | 3 | – | 1 | 1 |
| ธันวาคม | 115 | 3 | – | – | 1 |
| รวมทั้งหมด | 1,082 | 48 | – | 2 | 14 |
หมายเหตุ : อัพเดทข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 68
ติดต่อหน่วยงาน
สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี

สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี
สำนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี ถนนรัตนาธิเบศร์ ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี 11000
โทรศัพท์ : 0-2591-0535 ต่อ 112, 113, 0-2525-7244
โทรสาร : 0-2525-7244
Facebook Page : สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี
E-Mail : nont-lawaid@ago.go.th
![]()
































































































































































































































































































































































































































































