ข่าวประชาสัมพันธ์


- ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาจ้างก่อสร้างปรับปรุงซ่อมแซมบ้านพักอัยการจังหวัดอ่างทอง ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) อ่านรายละเอียด
- ประกาศสำนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง เรื่อง ประกวดราคาจ้างก่อสร้างปรับปรุงซ่อมแซมบ้านพักอัยการจังหวัดอ่างทอง ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) อ่านรายละเอียดประกาศ อ่านรายละเอียดเอกสารประกวดราคา
- เผยแพร่ร่างประกาศสำนักงานอัยการจังหวัดอ่างทองและร่างเอกสารประกวดราคางานจ้างก่อสร้างปรับปรุงซ่อมแซมบ้านพักอัยการจังหวัดอ่างทอง อ่านรายละเอียดประกาศ อ่านรายละเอียดเอกสารเอกสารประกวดราคา
- เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน -2 ธันวาคม 2568
- ประกาศผลผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างหรือผู้ที่ได้รับการคัดเลือก และสาระสำคัญของสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือ ประจำไตรมาสที่ 4 (เดือนกรกฎาคม 2568 – เดือนกันยายน 2568) อ่านรายละเอียด
- ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างปรับปรุงบ้านพักอัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอ่างทอง ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) อ่านรายละเอียด
- ประกาศผลผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างหรือผู้ที่ได้รับการคัดเลือก และสาระสำคัญของสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือ ประจำไตรมาสที่ 3 (เดือนเมษายน 2568 – เดือนมิถุนายน 2568) อ่านรายละเอียดประกาศ
- ประกาศสำนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง เรื่อง ประกวดราคาจ้างก่อสร้างปรับปรุงบ้านพักอัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอ่างทอง ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) อ่านรายละเอียด เอกสารประกวดราคา
- เผยแพร่ร่างประกาศสำนักงานอัยการจังหวัดอ่างทองและร่างเอกสารประกวดราคางานจ้างก่อสร้างปรับปรุงบ้านพักอัยการ จังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอ่างทอง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการ ตั้งแต่วันที่ 18-23 มิถุนายน 2568 อ่านรายละเอียดประกาศ อ่านรายละเอียดเอกสารประกวดราคา


เกี่ยวกับสำนักงาน
ประว้ติความเป็นมา
การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศไทยได้เริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อปรัปปรุงปฏิรูประบบกฎหมายและการ ปกครองประเทศ ให้มีมาตรฐานคล้ายกับประเทศตะวันตก ทั้งนี้ เนื่องจากได้เกิดลัทธิล่าอาณานิคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสได้ล่าประเทศทางเอเซียเป็น อาณานิคมของตนเกือบทุกประเทศ ยกเว้นญี่ปุ่นและไทย (สำหรับจีนนั้นบางส่วนได้ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษและโปรตุเกส เช่น ฮ่องกงและมาเก๊า)
สำหรับประเทศไทยนั้นได้ถูกบีบคั้นจากทั้งอังกฤษและ ฝรั่งเศสอย่างหนัก โดยหาเหตุต่าง ๆ นานา เพื่อจะใช้เป็นข้ออ้างในการเข้ายึดครองดังเช่นที่ใช้กับ ประเทศอื่น ๆ มาแล้ว แต่ประเทศไทยก็ได้พยายามใช้นโยบายผ่อนหนัก ผ่อนเบาและอดกลั้นอย่างถึงที่สุด ดังจะเห็นได้ว่าสมัยรัชกาลที่ 4 อังกฤษ ได้บังคับให้ประเทศไทยทำสนธิสัญญาเบาริ่ง เมื่อ ค.ศ. 1855 ซึ่งทำให้ประเทศไทยต้องเสียเปรียบอย่างยิ่ง กล่าวคือ ต้องยอมรับว่าอังกฤษมี “สิทธิสภาพ นอกอาณาเขต” เหนือดินแดนไทย โดยคนในบังคับของอังกฤษเมื่อกระทำผิด ไม่ต้องขึ้นศาลไทย แต่ต้องขึ้นศาลกงสุลแทน นับว่าเป็นการเสียอำนาจอธิปไตยทางศาลอันเป็นความขมขื่นใจของชาวไทยที่ต้องตก อยู่ในภาวะจำยอม เช่นนั้น
ต่อมาอีกหลายประเทศก็ได้อ้างสิทธิขอทำสนธิ สัญญาเพื่อมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขต เหนือดินแดนไทยเช่นเดียวกับอังกฤษ เช่น สหรัฐอเมริกา (ค.ศ. 1856), ฝรั่งเศส (ค.ศ.1856), เดนมาร์ก (ค.ศ.1858),โปรตุเกส(ค.ศ.1859), เนเธอร์แลนด์(ค.ศ.1860), เยอรมันนี (ค.ศ.1862), สวีเดน (ค.ศ.1868), นอร์เว (ค.ศ.1868), เบลเยี่ยม (ค.ศ1868) อิตาลี (ค.ศ.1868), ออสเตรีย-ฮังการี (ค.ศ.1869), สเปน (ค.ศ.1870), ญี่ปุ่น (ค.ศ1898), รัสเซีย (ค.ศ.1899) ประเทศต่าง ๆ ดังกล่าวนั้นบังคับให้ประเทศไทยยอมรับว่า มีคนในบังคับ (SUBJECT ซึ่งคนไทยสมัยนั้น เรียกว่า “สัปเยกต์”) การกระทำผิดในประเทศไทยไม่ต้องขึ้นศาลไทย แต่ขึ้นศาลกงศุลของตนแทน โดยอ้างว่ากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยล้าหลังและป่าเถื่อนซึ่ง ต่อมาประเทศไทยได้เรียกร้องร้องให้มีการยกเลิกสนธิสัญญาที่ทำให้ประเทศ ไทยเสียเปรียบดังกล่าว ขณะเดียวกันต่างชาติที่มีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเหนือดินแดนไทยก็ได้เรียกร้อง ให้ประเทศไทยจัดทำประมวลกฎหมาย และปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมของไทยให้เข้ามาตรฐานสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งของกลุ่มประเทศตะวันตก
จากผลเสียหายที่เกิดจากสนธิ สัญญาดังกล่าวข้างต้น ทำให้ประเทศไทยต้องเริ่มทบทวนและยอมรับว่ากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของ ประเทศ ไทยในขณะนั้น ยังขาดความเป็นสากล มีมาตรฐานที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับของ กลุ่มประเทศตะวันตกจึงได้มีการพัฒนาระบบกฎหมายทั้งกฎหมายสาระบัญญัติและกฎ หมายสบัญญัติที่ใช้มาช้านานให้เป็นมาตรฐาน ส่วนประเทศไทยระบบกฎหมายอันได้แก่ กฎหมายตราสามดวง และระบบวิธีพิจารณาความซึ่งปะปนกันทั้งคดีแพ่งคดีอาญาหาหลักเกณฑ์แน่นอนไม่ ใคร่ได้ โดย เฉพาะอย่างยิ่งยังมีการนำกฎจารีตนครบาลมาใช้ในการพิจารณาคดีซึ่งชาวตะวันตก มีความรังเกียจอย่างยิ่ง รวมทั้งระบบศาลยุติธรรมของประเทศไทยก็ยังไม่ได้มาตรฐาน เพราะมีศาลกระจัดกระจายไปตามหน่วยราชการต่าง ๆ และ ลักษณะของศาลไทยในขณะนั้น แม้จะเรียกชื่อว่า “ศาล” แต่ก็ไม่อาจยอมรับ ว่าเป็นศาลตามความหมายของกลุ่มประเทศตะวันตก เพราะมีความสับสนทั้งชื่อของศาล คุณภาพของผู้ที่ทำหน้าที่ชำระคดี รวมทั้งวิธีการพิจารณาคดีในศาลเอง เช่น ไม่มีขั้นตอนการสอบสวนคดีอาญา ขั้นตอนการพิจารณาคดีว่าต้องมีโจทก์-จำเลย-ทนายความและศาลผู้ชำระคดี และศาลไทยในขณะนั้นจะทำหน้าที่เป็นทั้งโจทก์ทั้งทนายจำเลยและผู้ตัดสินคดี รวมกัน โดยนำกฎจารีตนครบาลมาเป็นหลัก
เหตุผลที่ต้องมีการปฏิรูปกระบวน การยุติธรรมครั้งยิ่งใหญ่ นอกจากจะมี เหตุผลมาจากการที่ต่างชาติที่มีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเหนือดินแดนไทย จนทำให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้ทัดเทียมกับประเทศ เหล่านั้น เพื่อใช้เป็นข้อต่อรองขอยกเลิกในโอกาสต่อไปแล้ว เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ความบกพร่องของวิธีพิจารณาคดีที่ล้าสมัยไม่เป็นธรรมของศาลไทยในขณะนั้น ทำให้ประชาชนผู้เกี่ยวข้องกับคดีความมักไม่พอใจผลคำชี้ขาดของศาล และใช้วิธีถวายฎีกาต่อพระเจ้าแผ่นดินคือรัชกาลที่ 5 เป็น จำนวนมากเกือบจะประมาณ 120-130 ฉบับรัชกาลที่ 5 ทรงแจกให้ตรวจชำระ ตามวิธีการโบราณที่เรียกว่า “ศาลรับสั่ง” ขึ้นมาช่วยชำระ แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น เพราะคู่ความมักไม่พอใจในการตัดสินและถวายฎีกาต่อพระองค์อีก ทำให้มีผลเท่ากับพระองค์ต้องทรงตรวจชำระคดีความทั้งประเทศด้วยพระองค์เอง อันเป็นภาระอันหนักยิ่ง และทำให้พระองค์ได้ทรงทราบถึงความล้าสมัยและความล่าช้าของกระบวนวิธีพิจารณา คดีแบบโบราณที่ใช้อยู่ในขณะนั้น จึงได้ทรงมีพระบรมรา ชาธิบาย เหตุผลในการแก้ไขการปกครองแผ่นดินใน ร.ศ.103 ว่า “การตำแหน่งยุติธรรม ในเมืองไทยนี้เปรียบเหมือนเรือกำปั่นที่ถูกเพลี้ยและ ปลวกกัดผุโทรมทั้งลำ แต่ก่อนทำมานั้นเหมือนรั่วแห่งใดก็เข้าไม้ตามอุดยาแต่เฉพาะตรงที่รั่วนั้น ที่อื่นก็โทรมลงไปอีก ครั้นช้านานเข้าก็ยิ่งชำรุดหนักลงทั้งลำเป็นเวลานานสมควรที่ต้องตั้งกงขึ้น กระดานใหม่ ให้เป็นของมั่นคงถาวรสืบไปและเป็นการสำคัญยิ่งใหญ่ที่จะต้องรีบจัดการโดย เร็วหาไม่ต้องจบลงหมดต้องยุบยับไปเหมือนกำปั่น ที่ชำรุดเหลือที่จะเยียวยาจนต้องจมลงฉะนั้น”
จากเหตุผลดังกล่าวมาข้าง ต้น รัชกาลที่ 5 จึงได้มีพระราชดำริให้จัดการ แก้ไขประเพณีการชำระความในปี ร.ศ.103 เป็นต้นมา โดยทรงมอบหมายให้ พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าสวัสดิโสภณเป็นผู้ทรงวางโครงร่างการจัดตั้ง กระทรวงยุติธรรมเมื่อ ร.ศ.109
ในที่สุดก็ได้มีการจัดตั้งกระทรวง ยุติธรรมขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ร.ศ.110 โดยนำศาลที่กระจัดกระจายในกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ มาไว้ในที่เดียวกัน มีการจัดระบบงานศาลทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค การสรรหาบุคลากร ที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาซึ่งต้องเป็นผู้มีความรู้ทางด้านกฎหมาย ความชำนาญด้านการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี
นอกจากนั้นได้มีการประกาศใช้ กฎหมายสำคัญหลายฉบับอาทิ”กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127″ ซึ่งถือเป็นประมวลกฎหมายอาญาฉบับแรกของ ประเทศไทย มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติลักษณะพยาน ร.ศ.113” นำหลักการพิจารณาคดีและการสืบพยานในศาลของต่างประเทศ โดยเฉพาะ ของอังกฤษมาใช้โดยกำหนดให้ผู้พิจารณาและผู้ที่จะพิพากษาต้องเป็นบุคคล คนเดียวกัน โดยผู้พิพากษาจะต้องควบคุมการสืบพยาน และรับฟังพยานด้วยตนเองไม่ให้ใช้วีธีแยกผู้พิจารณาไต่สวนคนหนึ่งและผู้ชี้ ขาดปรับบทอีกคนหนึ่งเหมือนสมัยก่อน และมีผลเป็นการยกเลิกวิธีพิจารณาคดีโดยใช้กฎจารีตนครบาลที่ชาวต่างประเทศ รังเกียจอย่างยิ่งไปด้วย
การจัดตั้งกรมอัยการ
การปฏิรูปกระบวน การยุติธรรมโดยการจัดตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้นนั้น ในโครงร่างการจัดตั้งกระทรวงยุติธรรมที่พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าสวัสดิ โสภณที่ปรากฏในหนังสือกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลงวันที่ 3 สิงหาคม ร.ศ.109 มีข้อความตอนหนึ่งที่เกี่ยวกับกรมอัยการว่า
“ข้อ 6 กรมอัยการ เป็นเจ้าพนักงานสำหรับเป็นโจทก์เป็นทนาย ในคดีความแผ่นดินคือความนครบาลซึ่งมีโทษในลักษณะอาญาหลวงอันเป็นอุกฤษโทษ มหันตโทษ และเป็นเจ้าพนักงานที่ปรึกษากฎหมาย ของข้าราชการมีตำแหน่งเจ้ากรม 1 เนติบัณฑิตย์ 4 เสมียร เอก โท สามัญ” อย่างไรก็ดีเมื่อจัดตั้งกระทรวงยุติธรรมเมื่อปี ร.ศ.110 ขึ้นแล้วปรากฎว่า ยังไม่มีการแต่งตั้งใครเข้ารับตำแหน่งในกรมอัยการและยังไม่มีอัยการทำ หน้าที่ฟ้องคดีอาญาในนามของแผ่นดินอยู่เช่นเดิม ทั้งนี้ อาจจะมีเหตุผลอยู่หลาย ประการ เช่น
1.1 ขณะนั้นประเทศไทยกำลังมุ่งที่จะปรับปรุงกระทรวงยุติธรรมและระบบงานศาลให้ เจริญก้าวหน้า อันเป็นปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า ทั้งนี้เพื่อให้ต่างชาติยอมรับในกระบวนยุติธรรมของไทย ดังนั้นสำหรับองค์กรอัยการ จึงถือเป็นปัญหาที่มีความสำคัญเร่งด่วนรองลงไป
1.2 เมื่อเริ่มก่อตั้งกระทรวงยุติธรรมและปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ประเทศไทยยังขาดแคลนผู้มีความรู้ทางกฎหมาย เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาจึงต้องมีการจัดสอนกฎหมายโดยกระทรวงยุติธรรม โดยกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น ซึ่งทรงเป็นผู้วางรากฐานของกระทรวงยุติธรรมให้แก่ประเทศไทย และทรงเป็นผู้สอนวิชากฎหมายด้วยพระองค์เอง แต่กระนั้นประเทศไทยก็ยังขาดแคลนผู้มีความรู้เหมาะสมจะเป็นผู้พิพากษาอยู่ เช่นเดิม จึงทำให้การสรรหาบุคคลที่จะมาเป็นอัยการพลอยกระทบกระเทือนไปด้วย
1.3 การดำเนินคดีอาญาในขณะนั้นมุ่งที่จะปรับปรุงการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลเป็น หลักใหญ่ ส่วนผู้ที่จะนำคดีมาสู่ศาลนั้นยังเห็นว่าไม่ใช่ปัญหาสำคัญเร่งด่วน และใช้วิธีให้ราษฎรผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองแบบโบราณไปก่อน โดยจัดตั้ง “กรมรับฟ้อง” เพื่อตรวจ รับคำฟ้องของเอกชนตามวิธีการดั้งเดิม และมีการตรา “พระราชบัญญัติว่าด้วยบังคับโจทก์ให้สาบานก่อนฟ้องความอาญา ลงวันที่ 3 มิถุนายน ร.ศ.111” กรมรับฟ้องนี้ตั้งขึ้นมาได้ประมาณ 1 ปี ก็ยุบเลิกไปเพราะมีความไม่เหมาะสมบางประการ
1.4 สำหรับกรณีที่มีการจัดตั้งกรมอัยการและที่อัยการได้ทำหน้าที่เป็น โจทก์ฟ้องคดีในนามของแผ่นดินนั้น เหตุผลที่แท้จริงมาจากผลกระทบของการดำเนินคดีอาญาในศาลต่างประเทศซึ่งมี สิทธิภาพนอกอาณาเขตเหนือ ดินแดนไทยนั่นเอง ดังปรากฏจากรับสั่งของพระเจ้ายาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เรื่อง “บุคคลตามนิติสมมตในเมืองไทย” มีความตอนหนึ่งว่า
“มีสาเหตุอีกอย่าง หนึ่งที่กระทำให้ความรู้ของไทยในเรื่องบุคคล โดย นิติสมมตสว่างขึ้นดังนี้คือ เมื่อก่อน ร.ศ.112 เมื่อครั้ง ร.ศ.112 และเมื่อภายหลัง ร.ศ.112 ไทยกับฝรั่งเศสมีข้อวิวาทกันมาก ฝรั่งเศส มีสัปเยกในเมืองไทยมากสัปเยกมากนี้มีข้อวิวาทกับคนไทย เมื่อใดราชการก็รู้สึกติดขัด เปนกับว่าใครทำร้ายสัปเยกถึงตายฝรั่งเศสก็ตั้งข้อวิวาทกับราชการไทย จับจำเลยได้ก็จับมาชำระทำให้โทษให้ ถ้าเห็นว่าจำเลยไม่มีความผิด ฝรั่งเศสสงสัยในวิธีชำระประการใดแล้วก็พูดในทางกระทรวงต่างประเทศ ให้เปนเรื่องวิวาทกันในทางราชการไป จึงได้สร้างวิธีขึ้นเอาอย่างฝรั่ง ให้มีอัยการไทยฟ้องร้องจำเลยในศาล อัยการนี้แทนแผ่นดิน ถ่อมยศแผ่นดินลงไปเปนโจทก์เหมือนหนึ่งราษฎร เช่นเดียวกันกับเมื่อสัปเยกเปนจำเลย ศาลกงศุลชำระรัฐบาลไทยต้องแต่งคนลงไปเปนโจทก์ฟ้องถ่อมตัวเปนราษฎรไปเปนโจทก์ ในศาลเขา ทั้งนี้ แปลว่ารัฐบาลสมมติตัวเองว่าเป็นราษฎรผู้ 1 ให้ศาลไทยและศาลกงศุลเปนกลางชำระ…
“การมีเจ้าพนักงานของแผ่นดินทำการฟ้องคดีอาญาในฐานะเป็นโจทก์ หรือเป็นทนายแผ่นดิน ซึ่งเรียกว่า ” ระบบพนักงานอัยการ” (Syetem of Public Prosecutor) นั้น ตามหลักฐานเท่าที่ค้นพบ ปรากฏว่าได้เริ่มมีขึ้นในปี ร.ศ.111 (พ.ศ.2435) คือปรากฎตามกฎกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยคนอนาถายากจนฟ้องความลงวันที่ 9 มีนาคม ร.ศ.111 ข้อ 12 ว่า เจ้าพนักงานกรมอัยการ อาจขอให้ศาลสั่งห้ามมิให้โจทก์ว่าความอย่างคนอนาถาได้ ถ้าปรากฎว่าโจทก์มิได้เป็น คนอนาถาจริง
และมิได้มี พ.ร.บ. จัดการในสนามสถิตยุติธรรม ร.ศ.111 ข้อ 12 ว่า ฟ้องที่ กล่าวหากันเป็นอาญา โจทก์ต้องสาบานตัวก่อน เว้นแต่อาญาซึ่งเป็นหน้าที่ของ กรมอัยการฟ้องเป็นโจทก์เท่านั้น เจ้าพนักงานกรมอัยการผู้ฟ้องไม่จำเป็นต้องสาบาน
แต่ตาม พ.ร.บ.ตั้งศาลโปรีสภา เป็นศาลกองตระเวนสำหรับกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 31 มีนาคม ร.ศ.111 ไม่มีอัยการว่าคดีในศาลนี้ ดั่งปรากฎตามข้อ 4 ว่า “พลตระเวนจับผู้ผิดมาส่งก็ดี หรือมีโจทก์ให้พลตะเวนจับตัวมาส่งก็ดี ให้ศาลโปรีสภาบังคับให้พลตระเวนซึ่งจับผู้ผิดมา หรือโจทก์ผู้ฟ้อง สาบานตัวเสียก่อน แล้วบังคับให้ ๆ การเป็นคำฟ้องกล่าวความแต่โดยสัจจริง แล้วจึงบังคับถามผู้ต้องจับมาฯ”
ในข้อ 8 มีความว่า “ถ้ากองตระเวนในกระทรวงนครบาลจับคนร้าย ซึ่งกระทำผิดล่วงละเมิดพระราชอาญาเป็นข้อฉกรรจ์มหันตโทษ ที่ศาล โปรีสภาไม่มีอำนาจจะพิจารณาพิพากษาได้เด็ดขาดตามกฎหมายแล้ว ก็ให้ศาลสืบสวนพยานเสียชั้นหนึ่งก่อนฯ ถ้าในคดีเรื่องนั้นมีโจทก์ด้วย ก็ให้โจทก์ไปฟ้องหากล่าวโทษตามกระทรวง ถ้าไม่มีโจทก์ให้แจ้งความ ให้กรมอัยการทราบและให้ส่งสำนวนกับคำพยานที่สืบไว้แล้วนั้นไปด้วย เมื่อกรมอัยการเห็นสมควร จะฟ้องได้ก็จะได้กล่าวโทษคนร้ายนั้นให้ศาลเจ้ากระทรวงพิจารณา”
อย่าง ไรก็ตาม ประวัติการที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาในนามแผ่นดิน ได้ปรากฎหลักฐานที่พบชิ้นแรก คือตามหนังสือธรรมสาตรวินิจฉัยเล่ม 1 ในบท ข่าวชำระความศาลสถิตยุติธรรม เรื่อง พระยาสีหราชเดโชชัย ต้องหาว่าเฆี่ยนนายโตตายว่าคดีนี้ได้มีการพิจารณาโดยกรมอัยการเป็นโจทก์ มีข้อความดั่งต่อ ไปนี้ “
ด้วย เจ้าพนักงานกองกลางกระทรวงยุติธรรมซึ่งทำการในหน้าที่ของกรมอัยการได้ไต่สวน อำแดงเป้า ได้ความว่าอำแดงเป้าเป็นภริยา ของนายโตผู้ตายแน่นอนแล้ว จึงพาอำแดงเป้าไปสาบานตัวแล้วยื่นฟ้องต่อกรมรับฟ้องกล่าวโทษพระยาสีหราชเดโช ชัย หาว่าเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ร.ศ.111 พระยาสีหราชเดโชชัย กับพรรคพวกบ่าวทาษกลุ้มรุมจับเอานายโตสามีอำแดงเป้าโจทก์ผูกมัดทุบตี จนวันที่ 30 พฤษภาคม ร.ศ.111 นายโตทนบาดเจ็บไม่ได้ได้ขาดใจตาย บั ดนี้กองไต่สวนโทษหลวงกระทรวงนครบาลกำลังไต่สวนสืบพยานอยู่ ถ้ากองไต่สวนโทษ หลวงส่งพยานมายังกระทรวงยุติธรรมเมื่อใด เจ้าพนักงานซึ่งทำหน้าที่ของกรมอัยการจะได้เตรียมการว่าความเรื่องนี้ซึ่ง เป็นความแผ่นดิน ให้อำแดงเป้าโจทก์ต่อไปตามกฎหมาย
คดีเรื่องนี้พิจารณาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ร.ศ.111 โดยหลวงรัตนาญัปติอัยการเป็นผู้ว่าคดี “
แสดง ให้เห็นว่าในวันที่ 20 มิถุนายน ร.ศ.111 ดังกล่าวนี้อย่างน้อยจะต้อง มีการแต่งตั้งพนักงานอัยการขึ้นแล้วพนักงานอัยการคนนี้ คือ หลวงรัตนาญัปติ ซึ่งต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น ขุนหลวงพระยาไกรและดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอัยการคนแรกของไทยเป็นผู้ว่าคดีและ ในครั้งแรกเจ้าพนักงานซึ่งทำหน้าที่ ของกรมอัยการสังกัดกองกลางกระทรวงยุติธรรม ส่วนกรมอัยการนั้นยังไม่ได้ จัดตั้งขึ้น
ต่อมาได้ปรากฎตั้งตำแหน่งผู้พิพากษาในหนังสือธรรมสาตรวิ นิจฉัย เล่ม 2 ลงวันที่ 30 เมษายน ร.ศ.112 มีความว่า “ในปี ร.ศ.112 โปรดเกล้า ให้ตั้งกรมอัยการขึ้นอีกกรมหนึ่งในกระทรวงยุติธรรมให้หลวงรัตนาญัปติเป็น อธิบดีกรมอัยการ ซึ่งทรงกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้งขึ้นใหม่นี้มีหน้าที่ราชการเป็นทนายหลวงว่า ความแผ่นดินในศาลทั้งปวง ณ สนาม สถิตยุติธรรม และศาลกงศุลต่างประเทศ จึงจำเป็นต้องมีทนายหลวง หลาย ๆ คนไว้ในกรมอัยการ กระทรวงยุติธรรมจึงตั้งให้ นาย มี 1 นายจัน 1 นายโหมด 1 นายสอน 1 นายแสง 1 นายเขียน 1 เป็นเนติ-บัณฑิต (หรือหมอกฎหมาย) ให้เป็นทนายความหลวงรับราชการอยู่ ในกรมอัยการ แต่นายมีเนติบัณฑิตนั้นโปรดให้ว่าที่ “ราชมนตรี” (หรือ หมอกฎหมายชั้นสูง) ด้วย”
ตามรายงานการประชุมสโมสรของกระทรวงยุติธรรม วันที่ 16 ธันวาคม ร.ศ.112 พระยางำเมืองอธิบดีผู้พิพากษาโปรีสภาได้กล่าวตอบขอบใจแทน ผู้พิพากษาทั้งปวงว่า “กรมอัยการซึ่งหลวงรัตนาญัปติเป็นอธิบดีอยู่นั้น ได้ทำการตามหน้าที่โดยเรียบร้อยเสมอมาตั้งแต่แรกตั้งขึ้นในต้นปี ร.ศ. 112 นี้เอง “
ทั้งนี้แสดงว่ากรมอัยการได้ตั้งขึ้นเป็นรูปกรม สังกัดกระทรวงยุติธรรมในต้นปี ร.ศ.112 และตามกฎเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมอันเป็นข้อบังคับสำหรับราชการในกรมอัยการ ลงวันที่ 1 เมษายน ร.ศ.112 มีความว่า “อธิบดีและเจ้าพนักงานในกรมอัยการต้องฟังบังคับบัญชาของเสนาบดีกระทรวง ยุติธรรม ในทางปฏิบัติหน้าที่ราชการอธิบดีมีอำนาจเลือกผู้รู้พระราช กำหนดกฎหมายชำนิชำนาญแม่นยำดีมาตั้งเป็นราชมนตรี และเนติ- บัณฑิต ห้เป็นที่ปรึกษา และผู้ช่วยราชการกรมอัยการมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของกระทรวง หรือกรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของราชาธิปไตยเป็นผู้รักษาผลประโยชน์ของราชาธิปไตย เป็นทนายความในนามของราชาธิปไตย เป็นพนักงานร่างแต่งประกาศพระราชบัญญัติต่าง ๆ แปลกฎหมายนานาประเทศออกเป็นภาษาไทย ฟ้องกล่าวโทษผู้กระทำผิดล่วงพระราชอาญา ฯลฯ “
ตามหลักฐานดังกล่าวมานี้ จึงเป็นที่เห็นได้ว่ากรมอัยการน่าจะได้ตั้งขึ้นเป็นรูปกรม เมื่อวันที่ 1 เมษายน ร.ศ.112 (พ.ศ.2436)
ภาย หลังจากที่ออกกฎเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมฉบับข้างต้นแล้ว ในวันที่ 30 กรกฎาคม ร.ศ.112 จึงได้มีประกาศเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมอย่างเป็นทางราชการ แต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในกรมอัยการเป็นครั้งแรก ตามประกาศนั้นหลวงรัตนาญัปติเป็นอธิบดีกรมอัยการ พระภิรมย์ราชาเป็นปลัดกรมอัยการ นายมีเป็นเนติบัณฑิตย์ นายเกดเป็นเนติบัณฑิตย์ นายจันเป็นเนติบัณฑิตย์ นายสอนเป็นเนติบัณฑิตย์ นายแสงเป็นเนติบัณฑิตย์ว่าที่ “ราชมนตรี” ผู้ช่วย ชั้นที่ 2 และนายเสม เป็นนายเวรชั้นที่ 3
ในการตั้งกรมอัยการขึ้นนี้ ทางราชการถือว่าอัยการเป็นข้าราชการตุลาการ และสับเปลี่ยนหน้าที่กันได้ ดังจะเห็นได้จากคดีพระยาสีหราชเดโชชัยว่าผู้ทำหน้าที่อัยการ คือ เจ้าพนักงานกองกลางกระทรวงยุติธรรม และจากกฎเสนาบดี กระทรวงยุติธรรม ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ร.ศ.112 ว่าด้วยการประชุมผู้พิพากษา ปรึกษาข้อปัญหาขัดข้องมีความว่า “ในศาลกระทรวงยุติธรรมทุกวันนี้มีข้อปัญหาข้อขัดข้องในกฎหมายมักเกิดขึ้น เสมอมิได้ขาด เป็นเหตุให้ต้อง ประชุมอธิบดีผู้พิพากษา และอธิบดีกรมอัยการปรึกษาชี้แจงความเห็น อยู่เนือง ๆ ย่อมทำให้เกิดคุณประโยชน์แก่การพิพากษาอรรถคดีเป็นเอนกประการ ให้ไต่ถามบรรทัดอันเที่ยงตรงคนแก่ยุติธรรมตามพระราช กำหนดกฎหมาย โดยอาศัยความเห็นของที่ประชุมผู้พิพากษามากด้วยกัน และในการที่อธิบดีผู้พิพากษาจะประชุมกันนี้ให้ปลัดกรมอัยการ หรือราชบัณฑิต หรือเนติบัณฑิตกรมอัยการนายหนึ่งเป็น (เคลิก) สำหรับจดหมายถ้อยคำในการที่ประชุมกันด้วยนายหนึ่ง “
เมื่อวันที่ 5 เมษายน ร.ศ.116 กระทรวงยุติธรรมสั่งย้ายขุนหลวงพระยาไกรสีอธิบดีกรมอัยการเป็นอธิบดีผู้ พิพากษาศาลอาญา และต่อมาได้สับเปลี่ยนกันเช่นนี้อีกหลายท่าน เช่น นายบุญช่วย วนิกกุล (พระยาเทพวิทูรฯ) อธิบดีกรมอัยการย้ายไปเป็นประธานศาลฎีกา นายปลอดวิเชียร ณ สงขลา (พระยามานวราชเสวี) ย้ายจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลคดีต่างประเทศไปเป็นอธิบดีกรมอัยการ นายพิน สารการประสิทธิ คุณะเกษม (พระสารการประสิทธิ์)ย้ายจากผู้พิพากษาไปเป็นอัยการเป็นต้น
สำนักงาน อัยการสูงสุดได้มีการจัดตั้งและกำหนดท้องที่ของภาคภายในสำนักงานอัยการสูง สุด โดยได้ก่อตั้งสำนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง เมื่อปี ค.ศ.2460 เป็นต้นมา
สำนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง ตั้งอยู่ที่ ศาลากลางจังหวัดอ่างทอง (หลังเก่า)
ถนนเทศบาล ๑ ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ๑๔๐๐๐
สำนักงานอัยการจังหวัดอ่างทองได้ใช้อาคารของศาลากลางอ่างทองเป็นที่ทำการ
อำนาจหน้าที่



อำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด มีดังนี้
(มาตรา ๒๓) สำนักงานอัยการสูงสุด นอกจากมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการและงานวิชากร เพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้แก่พนักงานอัยการแล้ว ให้มีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) ให้ความช่วยเหลือประชาชนในการดำเนินการทางกฎหมายรวมตลอดทั้งในการคุ้มครอง ป้องกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และการให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน
(๒) ให้คำปรึกษา และตรวจร่างสัญญาหรือเอกสารทางกฎหมายให้แก่รัฐบาล และหน่วยงานของรัฐ
(๓) ให้คำปรึกษา และตรวจร่างสัญญาหรือเอกสารทางกฎหมายให้แก่นิติบุคคล ซึ่งมิใช่หน่วยงานของรัฐแต่ได้มีพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งขึ้น ทั้งนี้ ตามที่เห็นสมควร
(๔) ดำเนินการเกี่ยวกับการบังคับคดีแพ่ง หรือคดีปกครองแทนรัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐ ซึ่งพนักงานอัยการได้รับดำเนินคดีให้
(๕) ดำเนินการตามที่คณะรัฐมนตรีร้องขอ เว้นแต่การดำเนินการนั้นจะขัดต่องานในหน้าที่ หรืออาจทำให้ขัดต่อความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการ
(๖) ดำเนินการเกี่ยวกับการฝึกอบรมเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ
(๗) ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐในการอำนวยความยุติธรรม การรักษาผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน
(๘) ติดต่อและประสานงานกับองค์กรหรือหน่วยงานต่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่ ในอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการหรือสำนักงานอัยการสูงสุด
(๙) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการ หรือสำนักงานอัยการสูงสุด
ในการตรวจร่างสัญญาตาม (๒) และ (๓) ให้สำนักงานอัยการสูงสุดมีหน้าที่รักษาประโยชน์ของรัฐ ในการนี้สำนักงานอัยการสูงสุดมีหน้าที่รายงานรัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐตาม (๒) หรือนิติบุคคลตาม (๓) ที่เป็นคู่สัญญาให้ทราบถึงข้อที่ควรปรับปรุงหรือแก้ไขให้สมบูรณ์ ข้อเสียเปรียบหรือข้อที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
อำนาจหน้าที่ของอัยการสูงสุด มีดังนี้
(มาตรา ๒๗) ให้อัยการสูงสุดมีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดนโยบายและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสำนักงานอัยการสูงสุด ให้เกิดผลสัมฤทธิ์และเป็นไปตามเป้าหมาย แนวทาง และแผนการปฏิบัติราชการของสำนักงานอัยการสูงสุด
(๒) ควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารราชการ ปฏิบัติราชการ และบริหารงานบุคคลของสำนักงานอัยการสูงสุด ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผน และประเพณีปฏิบัติของราชการ
(๓) บริหารจัดการงบประมาณ การเงิน ทรัพย์สิน และการพัสดุของสำนักงานอัยการสูงสุด
ในการปฏิบัติราชการตามวรรคหนึ่ง อัยการสูงสุดอาจมอบอำนาจให้รองอัยการสูงสุด หรือข้าราชการฝ่ายอัยการผู้หนึ่งผู้ใดปฏิบัติหน้าที่แทนได้
ให้อัยการสูงสุดโอยความเห็นชอบของ ก.อ. มีอำนาจออกระเบียบเกี่ยวกับการบริหารจัดการงบประมาณ การเงิน ทรัพย์สิน และการพัสดุของสำนักงานอัยการสูงสุด
อำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการ มีดังนี้
มาตรา ๑๔ พนักงานอัยการมีอำจานและหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) อำนาจและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ
(๒) ในคดีอาญา มีอำนาจและหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและ ตามกฎหมายอื่นซึ่งบัญญัติว่าเป็นอำนาจและหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด หรือพนักงานอัยการ
(๓) ในคดีแพ่ง หรือคดีปกครอง มีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีแทนรัฐบาล หน่วยงานของรัฐที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ราชการส่วนกลาง หรือราชการส่วนภูมิภาคในศาล หรือในกระบวนการทางอนุญาโตตุลากรทั้งปวง กับมีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายอื่นซึ่งบัญญัติว่าเป็นอำนาจและหน้าที่ของ สำนักงานอัยการสูงสุดหรือพนักงานอัยการ
(๔) ในคดีแพ่ง คดีปกครอง หรือคดีอาญา ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกฟ้องในเรื่องการที่ได้กระทำไปตามหน้าที่ก็ดี หรือในคดีแพ่งหรือคดีอาญาที่ราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดถูกฟ้องในเรื่องการที่ได้ กระทำตามคำสั่งของเจ้าที่ของรัฐซึ่งได้สั่งการโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือเข้าร่วมหรือช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งกระทำการในหน้าที่ราชการก็ดี เมื่อเห็นสมควรพนักงานอัยการจะรับแก้ต่างให้ก็ได้
(๕) ในคดีแพ่ง คดีปกครอง หรือกรณีมีข้อพิพาทที่ต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ ที่หน่วยงานของรัฐซึ่งมิได้กล่าวใน (๓) หรือนิติบุคคลซึ่งมิใช่หน่วยงานของรัฐ แต่ได้มีพระราชบัญญัติด้วยกันเอง เมื่อเห็นสมควรพนักงานอัยการจะรับว่าต่างหรือแก้ต่างให้ก็ได้
(๖) ในคดีที่ราษฎรฟ้องเองไม่ได้โดยกฎหมายห้าม เมื่อเห็นสมควรพนักงานอัยการมีอำนาจเป็นโจทก์ได้
(๗) ดำเนินการตามที่เห็นสมควรเกี่ยวกับการบังคับคดีอาญาเฉพาะในส่วนของการยึด ทรัพย์สินใช้ค่าปรับตามคำพิพากษา ในการนี้มิให้เรียกค่าฤชาธรรมเนียมจากพนักงานอัยการ
(๘) ในกรณีที่มีการผิดสัญญาประกันจำเลย หรือประกันรับสิ่งของไปดูแลรักษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญานั้น ในการนี้มิให้เรียกค่าฤชาธรรมเนียมจากพนักงานอัยการ
(๙) อำนาจและหน้าที่ตาม ก.อ. ประกาศกำหนดหรือเห็นชอบเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือมติคณะรัฐมนตรี
(๑๐) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการ
(๑๑) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กำหนดให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด ตามที่ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด
ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการตามมาตรา ๑๔ (๓) (๔) และ (๕) พนักงานอัยการจะออกคำสั่งเรียกบุคคลใดๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำก็ได้ แต่จะเรียกคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาให้ถ้อยคำ โดยคู่ความฝ่ายนั้นไม่ยินยอมไม่ได้
พนักงานอัยการตำแหน่งใดมีอำนาจดำเนินการตามวรรคหนึ่งได้เพียงใดให้เป็นไป ตามระเบียบที่สำนักงานอัยการสูงสุด กำหนดโดยความเห็นชอบของ ก.อ.

โครงสร้าง (Structure)

บุคลากร
| ลำดับที่ | ชื่อ – สกุล | ปี พ.ศ. |
| 1 | รองอำมาตย์โท อู๋ | – 2460 |
| 2 | รองอำมาตย์โท ฮง เกียรติบุตร์ | 2460 – |
| 3 | รองอำมาตย์โท ตี๋ พานิชอัตรา | – 2471 |
| 4 | นายกระจ่าง สินธุรงค์ | 2471 – 2474 |
| 5 | รองอำมาตย์เอก ฮกเส่ง ช่องสว่าง | 2474 – 2477 |
| 6 | นายบุ่น ภูอภิรมณ์ | 2477 – 2480 |
| 7 | หลวงอรรถโสภณภารดี | 21 ม.ค.2482 – 31 มี.ค.2482 |
| 8 | นายกมล วรรณประภา | 1 เม.ย.2482 – 2483 |
| 9 | นายสะอาด นาควิโรจน์ | 2483 – 2489 |
| 10 | นายจำนง ยุกตะนันทน์ | 2489 – 2493 |
| 11 | นายปาน ระวีวงศ์ | 9 เม.ย.2493 – 28 พ.ค.2497 |
| 12 | นายจำลอง บุษปวนิช | 29 พ.ค.2497 – 13 มี.ค.2503 |
| 13 | นายสวัสดิ์ โสภณวสุ | 2503 – 2505 |
| 14 | นายพิชัย สังขพิชัย | 16 พ.ค.2505 – 30 เม.ย.2507 |
| 15 | นายเวศน์ มิตรกุล | 27 พ.ค.2507 – 30 ก.ย.2513 |
| 16 | นายแถม นิ่มพินิช | 30 พ.ค.2513 – 10 ม.ค.2515 |
| 17 | นายสม ดูภิรมย์ | 10 ม.ค.2515 – 2 เม.ย.2519 |
| 18 | นายณรงค์ พุฒิบูรณวัฒน์ | 19 เม.ย.2519 – 14 มี.ค.2520 |
| 19 | นายสมพร พรหมหิตาธร | 25 มี.ค.2520 – 9 มี.ค.2521 |
| 20 | นายณรงค์ วีระศิริ | 20 มี.ค.2521 – 1 เม.ย.2524 |
| 21 | นายอำพน ธีระวัฒน์ | 7 มิ.ย.2524 – 22 มี.ค.2525 |
| 22 | นายอ้วน เลขานุกิจ | 7 เม.ย.2525 – 2 พ.ค.2526 |
| 23 | นายลิขิต เพชรสว่าง | 2 พ.ค.2526 – 4 เม.ย.2527 |
| 24 | นายวิรัตน์ นิสสระ | 16 เม.ย.2527 – 2 พ.ค.2528 |
| 25 | นายอุดม สมคะเน | 15 เม.ย.2528 – 2 พ.ค.2530 |
| 26 | นายปฏิภาณ วินารัตน์ | 4 พ.ย.2530 – 2 พ.ค.2531 |
| 27 | นายพินิจ ถาวร | 2 พ.ค.2531 – 9 พ.ค.2534 |
| 28 | นายมณเฑียร รัตนปรีดากุล | 13 พ.ค.2534 – 1 พ.ค.2535 |
| 29 | นายนภดล เวชประสิทธ์ | 4 พ.ค.2535 – 3 พ.ค.2536 |
| 30 | นายวิษณุ บุณยสมิต | 3 พ.ค.2536 – 2 พ.ค.2538 |
| 31 | นางมาเรียม มณีรัตน์ | 2 พ.ค.2538 – 29 ก.ย.2538 |
| 32 | นายนภดล อเนกบุณย์ | 2 ก.ย.2538 – 1 พ.ค.2539 |
| 33 | นายสงวน จับใจ | 1 พ.ค.2539 – 30 เม.ย.2541 |
| 34 | นายธีระ หงส์เจริญ | 1 พ.ค.2541 – 30 เม.ย.2542 |
| 35 | นายสิริวัฒน์ แสงธรรมธร | 1 พ.ค.2542 – 31 เม.ย.2543 |
| 36 | นางสาวภิญทิพ บุนนาค | 1 พ.ค.2543 – 1 พ.ค.2544 |
| 37 | นางอรทัย อำพันแสง | 1 พ.ค.2544 – 7 พ.ค.2545 |
| 38 | นายปชัญญ์ มนุญปิจุ | 7 พ.ค.2545 – 28 เม.ย.2546 |
| 39 | นางเยาวลักษณ์ ศรีเผด็จ | 28 เม.ย.2546 – 3 พ.ค.2547 |
| 40 | นายธีรเดช อินใหญ่ | 3 พ.ค.2547 – 4 พ.ค.2548 |
| 41 | นางสาววลัย ชิตานนท์ | 4 เม.ย.2548 – 30 เม.ย.2549 |
| 42 | นายอภิชาต ธนัญชยะ | 1 พ.ค.2549 – 2 เม.ย.2550 |
| 43 | นายวิรัช ธัญญะกิจ | 2 เม.ย.2550 – 31 มี.ค.2551 |
| 44 | นายสุรพันธ์ กิจพ่อค้า | 1 เม.ย.2551 – 31 มี.ค.2552 |
| 45 | นายบุญชัย ปรีชาพันธ์ | 1 เม.ย.2552 – 31 มี.ค.2553 |
| 46 | นางจารุวัณณ์ จารุภูมิ | 1 เม.ย.2553 – 31 มี.ค.2554 |
| 47 | นางวลัยรัตน์ บุญประสงค์ | 1 เม.ย.2554 – 31 มี.ค.2555 |
| 48 | นางสาวรัตนา เล็กสมบูรณ์ไชย | 2 เม.ย.2555 – 31 มี.ค.2557 |
| 49 | นางกรรณิกา พลเยี่ยม | 1 เม.ย.2557 – 31 มี.ค.2558 |
| 50 | นางสาวอุทัยวรรณ แจ่มสุธี | 1 เม.ย.2558 – 31 มี.ค.2559 |
| 51 | นายชวนนท์ อิสสระวิทย์ | 1 เม.ย.2559 – 31 มี.ค.2560 |
| 52 | นางดวงเดือน มั่นธรรม | 1 เม.ย.2560 – 1 เม.ย.2561 |
| 53 | นายฉัชทิชย์ วิชญสมบูรณ์ | 2 เม.ย.๒๕๖๑ – 31 มี.ค.2562 |
| 54 | นายสุกรี เกษอมรวัฒนา | 1 เม.ย.2562 – 31 มี.ค.2563 |
| 55 | นายรัฐกานต์ สุขสว่าง | 1 เม.ย.2563- 31 มี.ค 2564 |
| 56 | นายเจษฎา รักวนิชย์ | 1 เม.ย.2564 – 31 มี.ค.2565 |
| 57 | นายนธี ชุ่มเกษร | 1 เม.ย.2565 – 31 มี.ค.2566 |
| 58 | นางศิริกาญจณ์ เกิดพยัคฆ์ | 1 เม.ย.2566 – 31 มี.ค.2567 |
| 59 | นายวิศรุต ราชรักษ์ | 1 เม.ย.2567- 31 มี.ค.2568 |
| 60 | นายทวีชัย สิริวัฒน์กุล | 1 เม.ย.2568- ถึงปัจจุบัน |

นายทวีชัย สิริวัฒน์กุล
อัยการจังหวัดอ่างทอง

นางสาวสุภาภรณ์ ภูมิประเสริฐโชค
อัยการจังหวัดประจำสำนักงาน อัยการสูงสุด

นางสายรุ้ง วรรณแสงแก้ว
อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด

นายเกียรติกิตติ ธูปบูชา
อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด

นางสาวฉัตรสุดา วงศ์ธนะบูรณ์
อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด

นางสาวธัญญาภรณ์ นิ่มกุล
รองอัยการจังหวัด

นางสาววิธิดา มานิตย์กุล
รองอัยการจังหวัด

นางสาวพรภวิษย์ ประทีปโชติพร รองอัยการจังหวัด

นายจาตุรงค์ บุญทรง
รองอัยการจังหวัด

นายคุปติ กณิศาณรัณ
อัยการจังหวัดผู้ช่วย

นางสาวณัฐญา รามจะตุ
ผู้อำนวยการ สำนักอำนวยการ
สำนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง

นางสาวสุจารี มานิจธรรมพงษ์
นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ

นางมนทกานต์ พรหมเมศร์
เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน

นางสาวสมาภรณ์ ศรีหะวัต
เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน

นางสาวกนกวรรณ วงศ์เศรษฐี
นักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ

นางกณิการ์ บุญอำพร
นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ

นางสาวสาวิตรี ขำวิลัย
นักวิชาการพัสดุปฏิบัติการ

นางอาระดา ทองน้อย
นักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ

นางสาวตรีรัตน์ เจิดดีสกุล
นิติกรปฏิบัติการ

นางบัญจรัตน์ ศรีทองเขียว นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ

ว่าที่ ร.ต.หญิงเบญจวรรณ ฉางแก้ว
นักวิชาการพัสดุปฏิบัติการ


นางสาวณประวีณ์ ศรีประทุมรักษ์
นิติกรปฏิบัติการ

นายจิรายุทธ ชัยเนียม
นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ

นายธันยวัฒน์ มั่งคั่ง
นิติกรปฏิบัติการ
นายรัชพล ดวงมณี
นิติกรปฏิบัติการ

นายภูมิพัฒน์ จันทร์อ่อน
นิติกรปฏิบัติการ

นางสาวชัชฎาภรณ์ นิ่มนวน
เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน

นางสาววาสนา พรหมวรรณ์
นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ

นางนราทิพย์ เรืองศรี
เจ้าพนักงานธุรการ

นายกิตติพงษ์ เกตุคำ
พนักงานขับรถยนต์

นายสังเวียน ศักดิ์ศรีสูงส่ง
นักการภารโรง

นายฉัตรชัย นิรันดร
พนักงานขับรถยนต์
นางสาวสมสวาท เทพนำโสมนัสส์
อัยการศาลสูงจังหวัดอ่างทอง

นางธฤติณัช แจ่มสุวรรณ
นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ

นางสาวธัญพร แจ้งน้ำใจ
เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน

นายธนวัฒน์ บุญวงศ์
นิติกรชำนาญการ

นางสาวณิชนันทน์ ไหวพริบ
นิติกรปฏิบัติการ
สถิติงาน
เอกสารเผยแพร่
15 ตุลาคม 2568 ประกาศสำนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง เรื่อง ผลการคัดเลือกบุคคลเพื่อจ้างเหมาบริการปฏิบัติงานในตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
7 ตุลาคม 2568 ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือก และกำหนดวัน เวลา สถานที่ในการคัดเลือก
29 กันยายน 2568 ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อจ้างเหมาบริการปฏิบัติงานในตำแหน่ง พนักงานขับรถยนต์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
14 พฤษภาคม 2568 ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการประเมินสมรรถนะบุคคลเพื่อจ้างเหมาบริการ ตำแหน่ง นักการภารโรง
6 พฤษภาคม 2568 ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการประเมินสมรรถนะ (ตำแหน่ง นักการภารโรง)
25 เมษายน 2568 ประกาศรับสมัครจ้างเหมาบริการรายบุคคล ตำแหน่ง นักการภารโรง
20 ธันวาคม 2567 ประกาศสำนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง เรื่อง ผลการคัดเลือกบุคคลเพื่อจ้างเหมาบริการปฏิบัติงานในตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์
16 ธันวาคม 2567 ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือก และกำหนดวัน เวลา สถานที่ในการคัดเลือก
2 ธันวาคม 2567 ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อจ้างเหมาบริการปฏิบัติงานในตำแหน่ง พนักงานขับรถยนต์

ติดต่อหน่วยงาน
สำนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
ศาลากลางจังหวัดอ่างทอง หลังเก่า ชั้น 1
ถนนเทศบาล 1 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมือง
จังหวัดอ่างทอง 14000
โทร . 035-611162
โทรสาร 035 – 611162 ต่อ 21
E-mail : at@ago.go.th
![]()















































































































































































































































































































































































































