ข่าวประชาสัมพันธ์


วารสารพิธีเปิดอาคารสำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี




อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี มอบหมายให้ ว่าที่ร้อยตรี ชาญณรงค์ เนื้อนุ่ม อัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครองเพชรบุรี 1 ร่วมพิธีบวงสรวงศาลหลักเมือง
พิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า รัชกาลที่ 1 – รัชกาลที่ 9 งาน “พระนครคีรี-เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ประจำปี 2569
ในวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 07.20 น. ,08.00 น. และ 09.00 น. ตามลำดับ ณ บริเวณศาลหลักเมืองและบริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนครคีรี อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานในพิธี


อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี ร่วมพิธีบำพ็ญกุศลสตมวาร (100วัน) ถวายพระราชกุศลแด่สมเด็พระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น.
ณ วัดมหาธาตุวรวิหาร จังหวัดเพชรบุรี


วันอังคารที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 10.30 นาฬิกา นายสรรเพชญ ตรีเทพ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี
ได้ประชุมร่วมกับข้าราชการฝ่ายอัยการและบุคลากรสำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี เพื่อมอบนโยบายไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ (No Gift Policy) ของสำนักงานอัยการสูงสุด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุม 13 ปี


อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี มอบหมายให้ ว่าที่ร้อยตรี ชาญณรงค์เนื้อนุ่ม อัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครองเพชรบุรี 1
ร่วมพิธีเนื่องในวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา
ในวันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม 2569 เวลา 08.00 น. ณ ห้องประชุมพริบพรี ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี

อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี มอบหมายให้ ว่าที่ร้อยตรี ชาญณรงค์ เนื้อนุ่ม อัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครองเพชรบุรี 1
ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) ถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น. ณ วัดมหาธาตุวรวิหาร อ.เมือง จ.เพชรบุรี


วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เวลา 9 นาฬิกา นายสรรเพชญ ตรีเทพ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี
พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ได้ให้การต้อนรับ นายชาติ ชัยเดชสุริยะ ผู้ตรวจการอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ที่ได้มาตรวจราชการ
และได้ให้คำแนะนำในการปฏิบัติราชการแก่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานฯ ทั้งนี้ สำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี
ขอขอบพระคุณท่านผู้ตรวจการอัยการเป็นอย่างสูง


วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 นาฬิกา นายสรรเพชญ ตรีเทพ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี
ได้มอบหมายให้ ว่าที่ร้อยตรี ชาญณรงค์ เนื้อนุ่ม อัยการพิเศษฝ่ายสำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี 1 เข้าร่วมพิธีถวายผ้าพระกฐิน พระราชทานประจำปี พ.ศ. 2568 ของสำนักงานอัยการสูงสุด ณ วัดหน้าพระเมรุ ราชิการาม อำเภอพระนครศรีอยุธยา
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา


วันพุธที่ 29 ตุลาคม 2568 เวลา 17.30 นาฬิกา นายสรรเพชญ ตรีเทพ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี พร้อมด้วยว่าที่ร้อยตรี ชาญณรงค์ เนื้อนุ่ม
อัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครองเพชรุบรี 1 ได้ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอธิธรรมอุทิศถวายพระราชกุศล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ วัดมหาธาตุ วรวิหาร ตำบลคลองกระแชง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี


วันพุธที่ 29 ตุลาคม 2568 เวลา 10 นาฬิกา นายสรรเพชญ ตรีเทพ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี พร้อมด้วยคณะอัยการและเจ้าหน้าที่
ได้จัดลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
เพื่อเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้


วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม 2568 นายสรรเพชญ ตรีเทพ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี พร้อมด้วยนางกนกพร สั้นศรี รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี ได้เข้าพบเพื่อแสดงความยินดีกับนายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด 
ในโอกาสที่ได้เข้ารับตำแหน่งใหม่


วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม 2568 เวลา 9 นาฬิกา นายสรรเพชญ ตรีเทพ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี
และคณะได้เข้าพบ นายหัสฎี ศรีวิเชียร อธิบดีศาลปกครองเพชรบุรี ซึ่งคณะตุลาการศาลปกครองเพชรบุรีและผู้อำนวยการสำนักงานศาลปกครองเพชรบุรีให้การต้อนรับเป็นอย่างดี


วันที่ 2 ตุลาคม 2568 นายแก้ว คงวงค์ นายอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ร่วมแสดงความยินดี กับนายสรรเพชญ ตรีเทพ
อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี ที่ได้มาเข้ารับตำแหน่งใหม่


วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 12 นาฬิกา นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน พร้อมคณะร่วมแสดงความยินดีกับนานสรรเพชญ ตรีเทพ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี ในโอกาสที่ได้เข้ารับตำแหน่งใหม่


เมื่อวันพุธที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 9 นาฬิกา นายกิตติพงษ์ สิริเพชรเกษม นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหิน-ชะอำ พร้อมคณะ
ได้เข้าพบเพื่อแสดงความยินดีกับนายสรรเพชญ ตรีเทพ ที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี


วันนี้ 1 ตุลาคม 2568 นายสรรเพชญ ตรีเทพ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปกครองเพชรบุรีเข้ารับตำแหน่งโดยมี
นายอภิชาติ ต่อดำรงค์ อัยการ อาวุโส พร้อมคณะให้การต้อนรับ


วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2568 นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุด เป็นประธานในพิธีเปิดอาคารสำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี เลขที่ 980/110 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยมีรองอัยการสูงสุด ผู้ตรวจการอัยการ อธิบดีศาลปกครองเพชรบุรี เลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด อธิบดีอัยการและอัยการจังหวัดของสำนักงานอัยการภายในภาค 7 ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี, จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดราชบุรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรีทั้ง 3 เขต และผู้บริหารท้องถิ่น พร้อมแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมในพีธีเปิดอาคารสำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี ซึ่งนายวาที อากาศวิภาต อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี และข้าราชการฝ่ายอัยการสำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ อัยการสูงสุดได้ตรวจราชการสำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี ณ ห้องประชุม 131 ปี โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี ได้รายงานการดำเนินการ ความสำเร็จ รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบติราชการให้อัยการสูงสุดทราบ

  • ประกาศสำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี เรื่อง ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกเพื่อจ้างเหมาบริการ “ตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์”
  • ประกาศสำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี เรื่อง รับสมัครบุคคลเพื่อจ้างเหมาบริการ “ตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์”

เกี่ยวกับสำนักงาน

ประวัติ สำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี

อำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด มีดังนี้

          (มาตรา ๒๓) สำนักงานอัยการสูงสุด นอกจากมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการและงานวิชากร เพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้แก่พนักงานอัยการแล้ว ให้มีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้ 

          (๑) ให้ความช่วยเหลือประชาชนในการดำเนินการทางกฎหมายรวมตลอดทั้งในการคุ้มครองป้องกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และการให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน 
          (๒) ให้คำปรึกษา และตรวจร่างสัญญาหรือเอกสารทางกฎหมายให้แก่รัฐบาล และหน่วยงานของรัฐ 
          (๓) ให้คำปรึกษา และตรวจร่างสัญญาหรือเอกสารทางกฎหมายให้แก่นิติบุคคล ซึ่งมิใช่หน่วยงานของรัฐแต่ได้มีพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งขึ้น ทั้งนี้ ตามที่เห็นสมควร
          (๔) ดำเนินการเกี่ยวกับการบังคับคดีแพ่ง หรือคดีปกครองแทนรัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐ ซึ่งพนักงานอัยการได้รับดำเนินคดีให้ 
          (๕) ดำเนินการตามที่คณะรัฐมนตรีร้องขอ เว้นแต่การดำเนินการนั้นจะขัดต่องานในหน้าที่ หรืออาจทำให้ขัดต่อความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการ
          (๖) ดำเนินการเกี่ยวกับการฝึกอบรมเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาข้ารการฝ่ายอัยการ
          (๗) ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐในการอำนวยความยุติธรรม การรักษาผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน
          (๘) ติดต่อและประสานงานกับองค์กรหรือหน่วยงานต่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่ในอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการหรือสำนักงานอัยการสูงสุด
          (๙) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการ หรือสำนักงานอัยการสูงสุด 
          ในการตรวจร่างสัญญาตาม (๒) และ (๓) ให้สำนักงานอัยการสูงสุดมีหน้าที่รักษาประโยชน์ของรัฐ ในการนี้สำนักงานอัยการสูงสุดมีหน้าที่รายงานรัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐตาม (๒) หรือนิติบุคคลตาม (๓) ที่เป็นคู่สัญญาให้ทราบถึงข้อที่ควรปรับปรุงหรือแก้ไขให้สมบูรณ์ ข้อเสียเปรียบหรือข้อที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ


อำนาจหน้าที่ของอัยการสูงสุด มีดังนี้

          (มาตรา ๒๗)  ให้อัยการสูงสุดมีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้
          (๑) กำหนดนโยบายและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสำนักงานอัยการสูงสุด ให้เกิดผลสัมฤทธิ์และเป็นไปตามเป้าหมาย แนวทาง และแผนการปฏิบัติราชการของสำนักงานอัยการสูงสุด
          (๒) ควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารราชการ ปฏิบัติราชการ และบริหารงานบุคคลของสำนักงานอัยการสูงสุด ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผน และประเพณีปฏิบัติของราชการ
          (๓) บริหารจัดการงบประมาณ การเงิน ทรัพย์สิน และการพัสุดของสำนักงานอัยการสูงสุด 
          ในการปฏิบัติราชการตามวรรคหนึ่ง อัยการสูงสุดอาจมอบอำนาจให้รองอัยการสูงสุด หรือข้าราชการฝ่ายอัยการผู้หนึ่งผู้ใดปฏิบัติหน้าที่แทนได้
          ให้อัยการสูงสุดโอยความเห็นชอบของ ก.อ. มีอำนาจออกระเบียบเกี่ยวกับการบริหารจัดการงบประมาณ การเงิน ทรัพย์สิน และการพัสดุของสำนักงานอัยการสูงสุด 

อำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการ มีดังนี้

          มาตรา ๑๔ พนักงานอัยการมีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้
          (๑) อำนาจและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ
          (๒) ในคดีอาญา มีอำนาจและหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและ ตามกฎหมายอื่นซึ่งบัญญัติว่าเป็นอำนาจและหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุดหรือพนักงานอัยการ
          (๓) ในคดีแพ่ง หรือคดีปกครอง มีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีแทนรัฐบาล หน่วยงานของรัฐที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ราชการส่วนกลาง หรือราชการส่วนภูมิภาคในศาล หรือในกระบวนการทางอนุญาโตตุลากรทั้งปวง กับมีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายอื่นซึ่งบัญญัติว่าเป็นอำนาจและหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุดหรือพนักงานอัยการ
          (๔) ในคดีแพ่ง คดีปกครอง หรือคดีอาญา ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกฟ้องในเรื่องการที่ได้กระทำไปตามหน้าที่ก็ดี หรือในคดีแพ่งหรือคดีอาญาที่ราษฎรผู้หนี่งผู้ใดถูกฟ้องในเรื่องการที่ได้กระทำตามคำสั่งของเจ้าที่ของรัฐซึ่งได้สั่งการโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือเข้าร่วมหรือช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งกระทำการในหน้าที่ราชการก็ดี เมื่อเห็นสมควรพนักงานอัยการจะรับแก้ต่างให้ก็ได้
          (๕) ในคดีแพ่ง คดีปกครอง หรือกรณีมีข้อพิพาทที่ต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ ที่หน่วยงานของรัฐซึ่งมิได้กล่าวใน (๓) หรือนิติบุคคลซึ่งมิใช่หน่วยงานของรัฐ แต่ได้มีพระราชบัญญัติด้วยกันเอง เมื่อเห็นสมควรพนักงานอัยการจะรับว่าต่างหรือแก้ต่างให้ก็ได้
          (๖) ในคดีที่ราษฎรฟ้องเองไม่ได้โดยกฎหมายห้าม เมื่อเห็นสมควรพนักงานอัยการมีอำนาจเป็นโจทก์ได้
          (๗) ดำเนินการตามที่เห็นสมควรเกี่ยวกับการบังคับคดีอาญาเฉพาะในส่วนของการยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับตามคำพิพากษาก ในการนี้มิให้เรียกค่าฤชาธรรมเนียมจากพนักงานอัยการ
          (๘) ในกรณีที่มีการผิดสัญญาประกันจำเลย หรือประกันรับสิ่งของไปดูแลรักษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญานั้น ในการนี้มิให้เรียกค่าฤชาธรรมเนียมจากพนักงานอัยการ
          (๙) อำนาจและหน้าที่ตาม ก.อ. ประกาศกำหนดหรือเห็นชอบเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือมติคณะรัฐมนตรี
          (๑๐) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการ
          (๑๑) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กำหนดให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด ตามที่ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด
          ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการตามมาตรา ๑๔ (๓) (๔) และ (๕) พนักงานอัยการจะออกคำสั่งเรียกบุคคลใดๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำก็ได้ แต่จะเรียกคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาให้ถ้อยคำ โดยคู่ความฝ่ายนั้นไม่ยินยอมไม่ได้ 
          พนักงานอัยการตำแหน่งใดมีอำนาจดำเนินการตามวรรคหนึ่งได้เพียงใดให้เป็นไปตามระเบียบที่สำนักงานอัยการสูงสุด กำหนดโดยความเห็นชอบของ ก.อ.

ประกาศคณะกรรมการอัยการ
เรื่อง การแบ่งหน่วยงาน และการกำหนดอำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานภายในของสำนักงานอัยการสูงสุด (ฉบับที่14) พ.ศ. 2557
วิสัยทัศน์ (Vision)

“เป็นองค์กรแห่งความยุติธรรมของสังคมเพื่อความมั่นคงของชาติและความผาสุกของประชาชน”

พันธกิจ (Missions)
  1. อำนวยความยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส พึ่งพิงได้บนพื้นฐานของความเสมอภาค
  2. รักษาผลประโยชน์ของรัฐ เพื่อประโยชน์สาธารณะและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
  3. รับรู้ ดูแล แก้ปัญหาในการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และเป็นที่พึ่งของประชาชนในด้านกฎหมาย
  4. พัฒนาศักยภาพองค์กรให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกบนฐานความเชี่ยวชาญ
ค่านิยมร่วม “PUBLIC”
  • P : People First      ประชาชนมาที่หนึ่ง
  • U : Uprightness      เป็นที่พึ่งความยุติธรรม
  • B : Betterment      คิดและทำเพื่อพัฒนา
  • L : Lawfulness      รักษากฎหมายด้วยเหตุผล
  • I : Integrity      ประพฤติตนซื่อสัตย์และโปร่งใส
  • C : Collaboration      ร่วมมือร่วมใจสู่เป้าหมาย
โครงสร้าง (Structure)
วัฒนธรรมองค์กร

คดีปกครอง
เงื่อนไข การฟ้องคดีปกครอง

          แม้ว่าการฟ้องคดีปกครองจะกระทำได้โดยง่าย แต่ศาลปกครองก็เป็นศาลระบบหนึ่ง เช่นเดียวกับศาลยุติธรรม กฎหมายจึงกำหนดเงื่อนไขบางประการเอาไว้ ทั้งนี้ เพื่อให้การฟ้องคดีเป็นระบบ และสามารถแก้ไขความเดือดร้อนของผู้ประสงค์จะฟ้องคดีได้อย่างแท้จริง เงื่อนไขการฟ้องคดีปกครองที่สำคัญ ๆ มีดังนี้

          1.      ผู้มีสิทธิฟ้องคดีปกครอง

                   ผู้ฟ้องคดีปกครองจะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถตามกฎหมาย ซึ่งโดยปกติได้แก่ บุคคล บรรลุนิติภาวะ ที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ และได้รับความเดือดร้อน หรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องมาจากการกระทำ หรืองดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ หรือเป็นผู้ที่มีข้อโต้แย้ง เกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง หรือเป็นผู้ที่มีข้อโต้แย้งอื่นใดที่กฎหมายกำหนด ให้ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เช่น การได้รับค่าเวนคืนที่ดินไม่เป็นธรรม เจ้าหน้าที่ไม่ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารโดยไม่ชอบ การออกใบอนุญาตล่าช้า ทำให้ผู้รับใบอนุญาตเสียหายหรือขาดรายได้ เป็นต้น

          2.      การขอให้แก้ไขเยียวยา ความเดือดร้อนหรือเสียหายในเบื้องต้นก่อนฟ้องคดี

                   หากเรื่องที่จะนำมาฟ้องคดีปกครองนั้น มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการให้ต้องดำเนินการอย่างใด เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายนั้นเสีย ผู้ฟ้องคดีก็จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนหรือวิธีการนั้นให้เสร็จสิ้นเสียก่อน จึงจะนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองได้ กล่าวคือ ในกรณีที่ได้รับคำสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวก่อนที่จะนำคดีมายื่นฟ้องต่อศาลปกครองนั้น ผู้ฟ้องคดี จะต้องยื่นอุทธรณ์หรือโต้แย้งตามขั้นตอนหรือวิธีการที่กฎหมายในเรื่องนั้น ๆ กำหนดไว้ เช่น การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย คำสั่งไม่อนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร เป็นต้น หากกฎหมายในเรื่องนั้น ๆ มิได้บัญญัติ เรื่องการอุทธรณ์คำสั่งไว้ เช่น คำสั่งไม่อนุมัติให้ข้าราชการเบิกค่าเช่าบ้าน ผู้ฟ้องคดีจะต้องยื่นอุทธรณ์ตามขั้นตอนหรือวิธีการที่กฎหมายว่าด้วย วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองกำหนดไว้ โดยยื่นอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งภายในสิบห้าวัน นับแต่ได้รับแจ้งคำสั่งนั้นเว้นแต่กรณีเป็นคำสั่งของรัฐมนตรี หรือมติของคณะกรรมการต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม การฟ้องให้เพิกถอน กฎ การเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิด หรือสัญญาทางปกครอง ผู้ฟ้องคดีไม่ต้องยื่นอุทธรณ์ก่อน สามารถยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ทันที เนื่องจากกฎหมายไม่ได้กำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายไว้โดยเฉพาะ

          3.      คำฟ้องและพยานหลักฐาน

                   คำฟ้องนั้นไม่มีแบบกำหนดไว้โดยเฉพาะ แต่ต้องทำเป็นหนังสือโดยใช้ถ้อยคำสุภาพ และต้องมีชื่อและที่อยู่ของผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี ข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ตามสมควรที่แสดงให้ศาลเป็นว่าหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่กระทำการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีข้อพิพาทอย่างไร เมื่อใด ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นอุทธรณ์หรือขอให้เจ้าหน้าที่แก้ไขเยียวยาตามขั้นตอนหรือวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว เมื่อใด ผลเป็นอย่างไร นอกจากนั้น ผู้ฟ้องคดีจะต้องระบุในคำขอด้วยว่าต้องการให้ศาลสั่งอย่างไร โดยคำขอจะต้องสอดคล้องกับเรื่องที่ฟ้องคดีและเป็นเรื่องที่ศาลมีอำนาจสั่งให้ได้ เช่น ขอให้ศาลสั่งให้เพิกถอนคำสั่งในกรณีที่ฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ออกคำสั่งไม่ชอบ หรือสั่งให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ภายในเวลาที่กำหนด ในกรณีที่ฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินควร เป็นต้น และผู้ฟ้องคดีจะต้องลงลายมือชื่อในคำฟ้อง พร้อมทั้งแนบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาด้วย (เช่นคำสั่งที่ทำให้ผู้ฟ้องคดีเดือดร้อนเสียหาย)

                    กรณีที่ผู้เดือดร้อนหรือเสียหาย หลายคนซึ่งแต่ละคนประสงค์จะฟ้องคดีด้วยเหตุเดียวกัน ผู้ฟ้องคดีทุกคนอาจยื่นคำฟ้องร่วมกันเป็นฉบับเดียวกันก็ได้ โดยลงลายมือชื่อผู้ฟ้องคดีทุกคนท้ายฟ้อง ในกรณีนี้ผู้ฟ้องคดีทุกคนจะมอบหมายให้ผู้ฟ้องคดีคนหนึ่งเป็นผู้แทนของผู้ฟ้องคดีทุกคนในการดำเนินคดีก็ได้ โดยระบุชื่อผู้แทนนั้นในคำฟ้องฉบับนั้น ไม่ต้องทำใบมอบอำนาจหรือใบมอบฉันทะแยกต่างหากแต่อย่างใด

          4.      ระยะเวลาในการฟ้องคดีปกครอง

                   การฟ้องคดีปกครองจะต้องกระทำภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี หรือนับแต่วันที่พ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือร้องขอให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดและไม่ได้รับหนังสือชี้แจง หรือได้รับแต่เป็นคำชี้แจงที่ไม่มีเหตุผล แต่ถ้าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองหรือการกระทำ ละเมิดทางปกครอง หรือความรับผิดอย่างอื่นต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ถ้าเป็นคดีที่เกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ หรือสถานะของบุคคล ผู้ฟ้องคดีจะยื่นฟ้องเมื่อใดก็ได้ ในกรณีที่เป็นคำสั่ง ที่อาจฟ้องต่อศาลปกครองได้ กฎหมายบังคับให้ผู้ออกคำสั่งต้องระบุอายุความ และวิธีการยื่นคำฟ้องไว้ในคำสั่งด้วย มิเช่นนั้นอายุความในการฟ้องคดีจะขยายเป็น 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้รับทราบคำสั่งนั้น คดีที่ยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดอายุความ ถ้าเป็นคดีที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม หรือมีเหตุจำเป็นอื่น โดยศาลเห็นเองหรือคู่กรณีมีคำขอ ศาลจะรับไว้พิจารณาก็ได้

ประโยชน์จากการมีศาลปกครอง

             ประชาชนจะได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของหน่วยงาน/เจ้าหน้าที่ของรัฐหน่วยงานทางปกครอง/เจ้าหน้าที่ของรัฐจะทำงานโดยยึดหลัก ความชอบด้วยกฎหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้และมีประสิทธิภาพก่อให้เกิด “การบริหารราชการที่ดี” เป็นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศผลสุดท้ายจะสะท้อนกลับมาเป็นผลดีต่อประเทศชาติและประชาชน

ประโยชน์จากวิธีฟ้องคดีและวิธีพิจารณาคดี
  •                ฟ้องง่าย เสียค่าใช้จ่ายน้อย
  •                มีเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาในการดำเนินคดีผลสุดท้ายต่อสู้คดีได้อย่างเท่าเทียมกันกับหน่วยงาน/จนท.ของรัฐได้รับการตัดสินคดีจากผู้ที่มีความเป็นกลางและมีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่ฟ้องคดี
  •                มีระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลการพิจารณาพิพากษาคดีการตัดสินคดียึดหลักประโยชน์ส่วนรวมและประโยชน์เอกชนควบคู่กันไป

บุคลากรสำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี

ติดต่อหน่วยงาน

สำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี
980/110 ถ.เพชรเกษม ต.ชะอำ อ.ะอำ จ.เพชรบุรี 76120
โทร : 0 3240 9970, 0 3240 9971
มือถือ : 084-656-1980, 0660736358
แฟกซ์ : 0 3240 9972 E-Mail : pburi-admin@ago.go.th