ข่าวประชาสัมพันธ์
น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๘ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าคณะสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดบึงกาฬ

เกี่ยวกับสำนักงาน

ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชาชน โดยเฉพาะที่มีฐานะยากจนหรือที่อยู่ในชนบทห่างไกล ถูกเอารัดเอาเปรียบในด้านเศรษฐกิจ ถูกแย่งที่ดินทำกิน การใช้อำนาจรัฐอย่างไม่เป็นธรรมจนทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับราษฎร ฯลฯ มีมูลเหตุสำคัญมาจากความไม่รู้กฎหมายที่ควรรู้สำหรับประชาชน ทำให้คนส่วนหนึ่งมีการกระทำที่ละเมิดต่อกรอบกฎเกณฑ์ที่กฎหมายได้กำหนดไว้ ในขณะที่คนอีกส่วนหนึ่งไม่มีความรู้ที่จะใช้กฎหมายในการปกป้องหรือพิทักษ์สิทธิและประโยชน์ของตน เมื่อเกิดกรณีพิพาทขึ้น จึงกลายเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องทุ่มเทงบประมาณจำนวนไม่น้อยลงไปในแต่ละปีเพื่อจะบรรเทา ตลอดจนขจัดปัญหาดังกล่าวให้หมดสิ้นไป
กระทรวงมหาดไทยได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานสร้างความเป็นธรรมด้านปัญหากฎหมายแก่ประชาชน โดยจัดให้มีการช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนที่ยากไร้และไม่สามารถจัดหาทนายความด้วยตนเอง ด้วยการจัดหาทนายความอาสาสมัครทำหน้าที่แก้คดีและให้คำแนะนำทางกฎหมายโดยไม่คิดมูลค่าตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อให้สอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ให้รัฐจัดหาทนายความให้แก่ผู้ยากไร้ โดยให้กรมอัยการ (ซึ่งในขณะนั้นสังกัดกระทรวงมหาดไทย) เป็นผู้รับผิดชอบ กอรปกับอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการมิใช่เพียงฟ้องความแทนแผ่นดินเท่านั้น หากแต่ยังมีหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของรัฐและประชาชนในด้านต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนดอีกด้วย เช่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดบทบาทอัยการให้มีหน้าที่คุ้มครองดูแลคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความความสามารถ คนสาบสูญ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง ตรวจสอบดูแลกิจการบางอย่างที่มีผลกระทบต่อสาธารณชน เช่น นิติบุคคล มูลนิธิ สมาคม ฯลฯ ทั้งยังมีอำนาจหน้าที่ฟ้องคดีและแก้ต่างคดีให้กับหน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา เนื่องจากการปฏิบัติการตามหน้าที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.๒๔๙๘
นอกจากนี้ ยังมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งได้บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของอัยการ และเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชน เช่น อำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติล้มละลาย พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น
จึงเป็นที่มาในการจัดตั้งสำนักงานคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชนขึ้น เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๒๕
ต่อมาเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๒๖ คณะรัฐมนตรีได้มีมติโอนโครงการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนในชนบทเขตยากจน ซึ่งขณะนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักนโยบายและแผน มหาดไทย และแผนการจัดตั้งสำนักงานให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ในปี พ.ศ.๒๕๒๕ ที่ยังมีปัญหาในการปฏิบัติงาน มาให้กรมอัยการรับผิดชอบดำเนินงานสืบมา
การปฏิบัติงานของสำนักงานคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชนได้ดำเนินการตามแนวนโยบายที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาด้วยดีโดยลำดับได้รับการคัดเลือกและยกย่องให้เป็นหน่วยงานดีเด่นระดับชาติ สาขาพัฒนาสังคม พ.ศ.๒๕๒๙ จากคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด
ในปี พ.ศ.๒๕๓๑ ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมอัยการ กระทรวงมหาดไทยกำหนดให้สำนักงานคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชน เป็นส่วนราชการระดับกองตามกฎหมายของกรมอัยการ และเปลี่ยนชื่อเป็น “สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน”
ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๓๔ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้มีประกาศฉบับที่ ๔๗ และ ฉบับที่ ๔๙ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ แยกกรมอัยการออกจากกระทรวงมหาดไทยไปเป็นหน่วยงานไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวงใด โดยอยู่ภายใต้กำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีโดยตรง และเปลี่ยนชื่อจาก “กรมอัยการ” เป็น “สำนักงานอัยการสูงสุด” และเปลี่ยนชื่อตำแหน่ง “อธิบดีกรมอัยการ” เป็น “อัยการสูงสุด” และมีปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายใน โดยการจัดรูปองค์กรเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการ สำนักงานอัยการสูงสุด พ.ศ.๒๕๓๕ มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการ นอกจากการดำเนินคดีอาญา คดีแพ่ง ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแก่รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายแล้ว ยังให้มีหน้าที่ ดำเนินการเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชน รวมทั้งให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย เผยแพร่ความรู้ทางด้านสิทธิมนุษยชน และความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนโดยให้ “สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน”(สคช.)เป็นผู้รับผิดชอบ สำหรับในส่วนต่างจังหวัดได้กำหนดให้มี สคช.จังหวัด และ สคช.จังหวัดสาขา เป็นหน่วยดำเนินการในพื้นที่
ในช่วง ปี พ.ศ.๒๕๔๓ มีการปฏิรูประบบราชการ ได้มีการจัดรูปโครงสร้างกระทรวงยุติธรรมใหม่ด้วย โดยให้สำนักงานอัยการสูงสุด อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต่อมารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บัญญัติให้องค์กรอัยการเป็นองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ โดยมาตรา ๒๕๕0 กำหนดให้พนักงานอัยการมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการและกฎหมายอื่น ดังนั้น จึงมีการตราพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.๒๕๕๓ กำหนดอำนาจและหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด โดยในมาตรา ๒๓(๑) กำหนดให้มีอำนาจและหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนในการดำเนินการทางกฎหมาย รวมตลอดทั้งในการคุ้มครองป้องกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และการให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน ทั้งนี้ ในการแบ่งส่วนราชการ การกำหนดอำนาจและหน้าที่ให้ทำเป็นประกาศคณะกรรมการอัยการ
คณะกรรมการอัยการ มีประกาศคณะกรรมการอัยการ เรื่อง การแบ่งหน่วยงาน และการกำหนดอำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานภายในของสำนักงานอัยการสูงสุด พ.ศ.๒๕๕๔ ให้สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) รับผิดชอบการดำเนินการเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชน การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย การเผยแพร่ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนและความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนระหว่างประเทศ รับผิดชอบการดำเนินการเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านอรรถคดี การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคแก่ประชาชน ทั้งยังให้มีสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนภายในเขตพื้นที่สำนักงานอัยการภาค ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด
ในต่างจังหวัด สำนักงานอัยการสูงสุดได้กำหนดให้มีสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนในทุกสำนักงานอัยการจังหวัดที่ตั้งอยู่ ณ ตัวจังหวัด ๗๖ แห่ง (สคช.จังหวัด) และสำนักงานอัยการจังหวัดที่ตั้งอยู่ ณ ตัวอำเภอ ๒๙ แห่ง (สคช.สาขา) ทั่วประเทศ รวม ๑๐๕ แห่ง เพื่อให้การบริการกิจกรรมงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนเป็นไปอย่างทั่วถึงทุกภูมิภาคของประเทศ
ต่อมาได้มีประกาศคณะกรรมการอัยการ เรื่อง การแบ่งหน่วยงาน และการกำหนดอำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานภายในของสำนักงานอัยการสูงสุด (ฉบับที่ ๑๐) กำหนดให้มี “สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัด”(สคชจ.) เป็นหน่วยงานแยกต่างหากจากสำนักงานอัยการจังหวัด ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๗
(เรียบเรียงจากหนังสือ “๓๐ ปี กับภารกิจอัยการ เพื่อความเป็นธรรมในสังคม”)
ภารกิจและหน้าที่ความรับผิดชอบของ สคชจ.บึงกาฬ
สคชจ.บึงกาฬ ได้ดำเนินงานการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนและการบังคับคดี โดยกำหนดกิจกรรมที่เป็นงานหลัก ได้แก่
- ๑. การคุ้มครองสิทธิทางศาลตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการ
- ๒. การให้คำปรึกษาปัญหาทางกฎหมาย ช่วยเหลือจัดทำนิติกรรมสัญญา และประนอมข้อพิพาท
- ๓. การช่วยเหลือทางอรรถคดีแก่ผู้ยากจนและไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยการจัดทนายความอาสาดำเนินการในชั้นศาล
- ๔. สนับสนุนการประนอมข้อพิพาทระดับท้องถิ่น โดยฝึกอบรมคณะกรรมการหมู่บ้าน ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น ในการประนอมข้อพิพาท
- ๕. เผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายต่าง ๆ แก่ประชาชน เช่น ออกหน่วยเคลื่อนที่ไปตามหมู่บ้านต่างๆ ร่วมกับจังหวัดเคลื่อนที่ ร่วมกับหน่วยงานอื่นในการออกเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมาย ฯลฯ
- ๖. ฝึกอบรมความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ เช่น นักเรียน นักศึกษา ทหาร
- ๗. การคุ้มครองผู้บริโภคด้านอรรถคดี โดยให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย เผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคแก่ประชาชน
นอกจากนี้ สคชจ.บึงกาฬ ยังมีภารกิจด้านการบังคับคดี โดยรับผิดชอบการดำเนินคดีเกี่ยวกับการบังคับคดีแพ่ง คดีปกครอง และคดีอาญาเฉพาะในส่วนของการยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับตามคำพิพากษาตามที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการหรือสำนักงานอัยการสูงสุดภายในเขตท้องที่จังหวัดบึงกาฬ
วิสัยทัศน์ (Vision)
“เป็นองค์กรแห่งความยุติธรรมของสังคมเพื่อความมั่นคงของชาติและความผาสุกของประชาชน”
พันธกิจ (Missions)
- อำนวยความยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส พึ่งพิงได้บนพื้นฐานของความเสมอภาค
- รักษาผลประโยชน์ของรัฐ เพื่อประโยชน์สาธารณะและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
- รับรู้ ดูแล แก้ปัญหาในการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และเป็นที่พึ่งของประชาชนในด้านกฎหมาย
- พัฒนาศักยภาพองค์กรให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกบนฐานความเชี่ยวชาญ
โครงสร้าง (Structure)

ค่านิยมร่วม “PUBLIC”
- P : People First ประชาชนมาที่หนึ่ง
- U : Uprightness เป็นที่พึ่งความยุติธรรม
- B : Betterment คิดและทำเพื่อพัฒนา
- L : Lawfulness รักษากฎหมายด้วยเหตุผล
- I : Integrity ประพฤติตนซื่อสัตย์และโปร่งใส
- C : Collaboration ร่วมมือร่วมใจสู่เป้าหมาย
โครงสร้างบุคลากร























เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นในการขอตั้งผู้จัดการมรดก
- บัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนบ้านของผู้ร้อง
- สูติบัตร (กรณีผู้จะขอเป็นบุตร)
- บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้านของเจ้ามรดกที่จำหน่ายตาย และมรณบัตรของเจ้ามรดก (ผู้ตาย)
- ใบสำคัญการสมรส หรือข้อมูลทะเบียนครอบครัว (การสมรส) ของเจ้ามรดก (ผู้ตาย)
- หากไม่มีเอกสารสามารถขอคัดได้ที่สำนักงานเขต
- ข้อมูลทะเบียนครอบครัว (การหย่า,การรับรองบุตร,การรับบุตรบุญธรรม) ของเจ้ามรดก (ผู้ตาย)
- หากไม่มีเอกสารสามารถขอคัดได้ที่สำนักงานเขต
- บัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนบ้านบิดามารดาเจ้ามรดก
- กรณีบิดามารดาเจ้ามรดกเสียชีวิตแล้ว ใช้มรณบัตร หรือหนังสือรับรองการตาย หรือบันทึกให้ถ้อยคำยืนยันการตายจากสำนักงานเขต
- บัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนบ้านของทายาท
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
- เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก
- กรณีเป็นสมุดบัญชีเงินฝาก ใช้หน้าที่มีชื่อเข้าของบัญชี และยอดเงินล่าสุดที่มีการปรับสมุดแล้ว
- กรณีโฉนดที่ดิน ใช้สำเนาขนาด A4 เท่านั้น (***กรณีที่มีทรัพย์สินเป็นโฉนดที่ดินเพียงอย่างเดียวไม่จำต้องทำเรื่องจัดการมรดก ให้ทายาทไปพร้อมกันที่สำนักงานที่ดินได้เลย***)
- กรณีรถยนต์ที่ติดสัญญาเช่าซื้อ ใช้สัญญาเช่าซื้อ และคู่มือรายการจดทะเบียนรถยนต์
- กรณีมีพินัยกรรม ให้แนบพินัยกรรมและเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวกับทรัพย์ที่ระบุในพินัยกรรมด้วย
- กรณีมีการรับมรดกแทนที่ผู้ตาย
- ให้คัดข้อมูลทะเบียนครอบครัวของทายาทที่ตายก่อนเจ้ามรดก ตามข้อ 4 และ 5
- ถ้าทายาทผู้นั้นมีผู้สืบสันดาน ให้เตรียมเอกสารตามข้อ 8
- บัญชีเครือญาติของทายาท – ทางสำนักงานอัยการจะดำเนินการให้
- หนังสือให้ความยินยอมของทายาท – ทางสำนักงานอัยการจะดำเนินการให้
- เว้นเเต่ในกรณีที่ทายาทไม่อาจมาให้ความยินยอมที่สำนักงานอัยการได้ หนังสือให้ความยินยอม จะต้องมีข้าราชการเซ็นรับรองการลงลายมือชื่อ พร้อมกับแนบสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการ
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 3 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
- หมายเลขติดต่อ โทรศัพท์/โทรสาร ๐ ๔๒๔๙ ๑๗๓๖
เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นขอให้ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถ/เสมือนไร้ความสามารถ
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ร้อง
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ป่วย (ผู้จะขอให้ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถ/เสมือนไร้ความสามารถ) และบัตรคนพิการ (ถ้ามี)
- กรณีผู้ป่วยสมรส/หย่า ใช้ทะเบียนสมรส/ทะเบียนการหย่าของผู้ป่วย
- กรณีผู้ป่วยเป็นโสด ให้คัดข้อมูลทะเบียนครอบครัวของผู้ป่วย (การสมรส,การหย่า,การรับรองบุตร,การรับบุตรบุญธรรม) ได้ที่สำนักงานเขตทุกแห่ง
- ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน หรือมรณบัตร หรือทร.14/1 หรือหนังสือรับรองการตาย หรือบันทึกให้ถ้อยคำยืนยันการตายจากสำนักงานเขต ของบิดามารดาผู้ป่วย
- ใบรับรองแพทย์ตัวจริง พร้อมสำเนา
- ใบรับรองแพทย์ ต้องระบุชัดเจนว่าเป็นโรคอะไร ขณะนี้มีสภาพเป็นอย่างไร การสื่อสารเป็นอย่างไร สามารถโต้ตอบได้หรือไม่ สติสัมปชัญญะของผู้ป่วยเป็นอย่างไร โดยละเอียด
- รูปถ่ายผู้ป่วย (ปัจจุบัน) ในอิริยาบทต่างๆประมาณ ๔ รูป *ขอเป็นภาพสีทั้งหมด* เช่น ขณะป้อนอาหาร, เช็ดตัว, เปลี่ยนเสื้อผ้า,ทำแผล
- บัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนบ้านของทายาท
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
- บัญชีเครือญาติของทายาท – ทางสำนักงานอัยการจะดำเนินการให้
- หนังสือให้ความยินยอมของทายาท – ทางสำนักงานอัยการจะดำเนินการให้
- เว้นเเต่ในกรณีที่ทายาทไม่อาจมาให้ความยินยอมที่สำนักงานอัยการได้ หนังสือให้ความยินยอม จะต้องมีข้าราชการเซ็นรับรองการลงลายมือชื่อ พร้อมกับแนบสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการ
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 3 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
- หมายเลขติดต่อ โทรศัพท์/โทรสาร ๐ ๔๒๔๙ ๑๗๓๖
เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นขอตั้งผู้ปกครอง/ถอน
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน ผู้จะเป็นผู้ปกครอง
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนผู้เยาว์
- สูติบัตรผู้เยาว์
- ทะเบียนสมรสของบิดามารดาผู้เยาว์ (ถ้ามี) หากไม่มีให้คัดข้อมูลทะเบียนครอบครัว (การสมรส,การหย่า,การรับรองบุตร) ได้ที่สำนักงานเขตทุกแห่ง
- ใบมรณบัตรของบิดามารดาผู้เยาว์ (กรณีบิดาหรือมารดาเสียชีวิต)
- หลักฐานใบแจ้งความ (กรณีผู้เยาว์ถูกทอดทิ้ง ,ผู้ร้องกับผู้เยาว์ไม่ผูกพันทางสายโลหิต)
- สำเนาทะเบียนบ้านของบิดามารดาผู้เยาว์ที่ระบุไว้ในสูติบัตร (ถ้ามี)
- คัดที่อยู่บิดามารดา(ทร.๑๔/๑) ผู้เยาว์จากเขต (กรณีไม่สามารถติดต่อบิดามารดาของผู้เยาว์ได้)
- ใบทะเบียนสมรสผู้ร้อง (ถ้ามี) หรือกรณีเป็นโสดให้คัดข้อมูลทะเบียนครอบครัว (การสมรส,การหย่า,การรับรองบุตร,การรับบุตรบุญธรรม) ได้ที่สำนักงานเขตทุกแห่ง
- หนังสือให้ความยินยอมพร้อมทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชน ของทายาทผู้เกี่ยวข้อง (แล้วแต่กรณี)
- หนังสือให้ความยินยอมของผู้เยาว์ (กรณีที่ผู้เยาว์สามารถให้ความยินยอมด้วยตนเองได้)
- หลักฐานอื่นใดที่แสดงความเกี่ยวพันระหว่างผู้ร้องกับบุคคลผู้ที่จะร้องขอตั้งผู้ปกครอง
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 6 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
- หมายเลขติดต่อ โทรศัพท์/โทรสาร ๐ ๔๒๔๙ ๑๗๓๖
เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นขอรับบุตรบุญธรรม
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของบุตรบุญธรรม
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับบุตรบุญธรรม
- สูติบัตรของบุตรบุญธรรม
- ใบทะเบียนสมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม (ถ้ามี)
- หนังสือให้ความยินยอมของบิดามารดา บุตร และคู่สมรส ของผู้รับบุตรบุญธรรม พร้อมทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน (กรณีชอบด้วยกฎหมาย)
- ใบมรณบัตรของบิดามารดาของบุตรบุญธรรม (กรณีถึงแก่กรรม)
- ใบมรณบัตรของบิดามารดาของผู้รับบุตรบุญธรรม (กรณีถึงแก่กรรม)
- หลักฐานใบแจ้งความกรณีบุตรบุญธรรมไม่มีหลักฐาน (ถูกทอดทิ้ง ผู้ร้องกับผู้เยาว์ไม่ผูกพันทางสายโลหิต)
- หลักฐานทางทะเบียนบ้านของบิดามารดาของบุตรบุญธรรม คัดที่อยู่บิดามารดาผู้เยาว์จากเขต, ทะเบียนกลาง (กรณีติดต่อกับบิดามารดาของบุตรบุญธรรมไม่ได้)
- กรณีติดต่อบิดาหรือมารดาของบุตรบุญธรรมได้เพียงคนใดคนหนึ่งต้องได้รับความยินยอมจากบิดาหรือมารดาของบุตรบุญธรรมที่ติดต่อได้
- ในกรณีที่บุตรบุญธรรมมีอายุ 15 ปีขึ้นไป ต้องได้รับความยินยอมจากบุตรบุญธรรม
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล ของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 6 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
- หมายเลขติดต่อ โทรศัพท์/โทรสาร ๐ ๔๒๔๙ ๑๗๓๖
เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นขอรับรองบุตร
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ร้อง
- ใบสูติบัตร ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของบุตร
- แบบรับรองรายการะเบียนราษฎรของแม่เด็ก (แบบ ทร.14/1) กรณีไม่สามารถติดตามตัวแม่เด็กมาให้ความยินยอมได้
- หนังสือเดินทางหรือใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย (กรณีแม่เด็กเป็นคนต่างชาติ) พร้อมแปลเป็นภาษาไทยและรับรองความถูกต้องของเอกสารจากสถาบันที่รับแปล
- ในกรณีที่เด็กสามารถให้ความยินยอมได้ ให้พาเด็กมาให้ความยินยอม
- หนังสือให้ความยินยอมของแม่เด็ก พร้อมทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชน (กรณีถึงแก่ความตาย ใช้มรณบัตร)
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 5 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
- หมายเลขติดต่อ โทรศัพท์/โทรสาร ๐ ๔๒๔๙ ๑๗๓๖
เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นขอทำนิติกรรมแทนคนไร้ความสามารถ
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ร้อง, ของบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของคนไร้ความสามารถ
- คำสั่งศาล และหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดให้เป็นคนไร้ความสามารถ
- หนังสือยินยอมของทายาทผู้เกี่ยวข้อง และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่จะทำนิติกรรม
- ถ้าจดทะเบียนสมรสต้องใช้ใบสมรส
- ถ้าเป็นบุตรต้องมีหลักฐานการเป็นบุตร
- หลักฐานทรัพย์สิน
- ราคาประเมินที่ดิน
- ขายต้องมีสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมหลักฐานจำนอง หลักฐานการผ่อนชำระ
- ถ้าขายต้องมีหลักฐานของผู้ซื้อพร้อมบัตรประชาชน
- จำนองเพื่อประโยชน์ของคนไร้ความสามารถหรือไม่
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 5 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
- หมายเลขติดต่อ โทรศัพท์/โทรสาร ๐ ๔๒๔๙ ๑๗๓๖
เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นขอเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย
- สูติบัตร (กรณีไม่มีให้คัดแบบรับรองรายการคนเกิดได้ที่สำนักงานเขตทุกที่) ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ร้อง และบุตรคนอื่นๆ
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของบิดา, มารดา, บุตรคนอื่นๆ, คัดถ่ายแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของบิดา, มารดาของผู้ตาย
- ใบมรณบัตร ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ตาย
- ทะเบียนสมรสของผู้ร้อง
- หนังสือให้ความยินยอมของบิดา/มารดา/บุตร/คู่สมรส ของผู้ตาย พร้อมทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน
- คัดข้อมูลทะเบียนครอบครัวของผู้ตาย (การสมรส,การหย่า,การรับรองบุตร,การรับบุตรบุญธรรม) ได้ที่สำนักงานเขตทุกแห่ง
- หนังสือให้ความยินยอมของมารดาผู้ร้อง พร้อมทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน
- กรณีติดต่อไม่ได้ คัดทร.14/1 ได้ที่สำนักงานเขตทุกแห่ง
- กรณีถึงแก่ความตาย ใช้มรณบัตร
- เอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการยื่นคำร้อง เช่น บัตรประกันสังคม ฯลฯ
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 5 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
- หมายเลขติดต่อ โทรศัพท์/โทรสาร ๐ ๔๒๔๙ ๑๗๓๖
เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นขอฟ้องหย่า
- ทะเบียนสมรส
- ทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ร้อง
- ทะเบียนบ้านของคู่กรณี (สามีหรือภริยา) (แบบ ทร.14/1)
- ใบสูติบัตรบุตร (ถ้ามี)
- ทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนของบุตร
- หลักฐานการเงินของคู่กรณี (สามีหรือภริยา) กรณีเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรด้วย
- เช่นใบรับรองเงินเดือน ทะเบียนพาณิชย์ เป็นต้น
- หลักฐานสนับสนุนการกระทำของชายชู้หรือหญิงชู้ กรณีฟ้องเรียกค่าเสียหายจากชายชู้ หรือหญิงชู้ เช่น ภาพถ่าย การ์ดแต่งงาน เป็นต้น
- ใบแจ้งความ หรือใบรับรองแพทย์ กรณีคู่สมรสถูกทำร้ายร่างกาย
- พยานบุคคลที่รู้เห็นเกี่ยวข้อง
- บัตรประชาชน และทะเบียนบ้านพยาน
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 5 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
- หมายเลขติดต่อ โทรศัพท์/โทรสาร ๐ ๔๒๔๙ ๑๗๓๖
เอกสารเบื้องต้นที่ต้องนำมายื่นขอเรียกบุตรคืน
- ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ร้อง และบุคคลที่เกี่ยวข้อง
- สูติบัตร ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้เยาว์
- หลักฐานแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของบุคคลที่ถูกฟ้อง (ทร.14/1)
- หลักฐานการแจ้งความของผู้ร้องเกี่ยวกับเรื่องนี้
- เอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี (ถ้ามี)
หมายเหตุ:
- เอกสารทุกประเภทต้องมีต้นฉบับใช้สำหรับวันไต่สวน โดยให้ผู้ร้องจัดทำสำเนาอย่างละ 5 ชุด พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อส่งสำนักงานอัยการฯ
- หมายเลขติดต่อ โทรศัพท์/โทรสาร ๐ ๔๒๔๙ ๑๗๓๖
สถิติงาน
ข้อมูลและสถิติคดี
ตารางแสดงจำนวนงานคุ้มครองสิทธิทางศาล
| ปีงบประมาณ | ต.ค. | พ.ย. | ธ.ค. | ม.ค. | ก.พ. | มี.ค. | เม.ย. | พ.ค. | มิ.ย. | ก.ค. | ส.ค. | ก.ย. | รวม |
| 2557 | 4 | 2 | 10 | 4 | 5 | 12 | 7 | 8 | 6 | 8 | 8 | 4 | 78 |
| 2558 | 12 | 10 | 4 | 13 | 13 | 10 | 16 | 5 | 10 | 8 | 9 | 7 | 117 |
| 2559 | 13 | 14 | 7 | 17 | 5 | 5 | 24 | 9 | 9 | 3 | 18 | 7 | 131 |
| 2560 | 9 | 6 | 12 | 11 | 11 | 8 | 15 | 10 | 10 | 14 | 11 | 6 | 123 |
| 2561 | 7 | 13 | 7 | 14 | 14 | 16 | 16 | 18 | 15 | 10 | 12 | 18 | 160 |
| 2562 | 13 | 17 | 23 | 48 | 35 | 20 | 32 | 37 | 32 | 33 | 25 | 21 | 336 |
| 2563 | 24 | 24 | 25 | 27 | 15 | 17 | 17 | 12 | 19 | 17 | 18 | 12 | 227 |
| 2564 | 13 | 18 | 20 | 22 | 17 | 26 | 21 | 18 | 12 | 10 | 9 | 10 | 196 |
| 2565 | 7 | 7 | 13 | 15 | 16 | 17 | 20 | 15 | 17 | 11 | 12 | 18 | 168 |
| 2566 | 10 | 10 | 15 | 13 | 9 | 15 | 8 | 7 | 12 | 14 | 15 | 9 | 140 |
| 2567 | 14 | 21 | 15 | 12 | 10 | 12 | 5 | 11 | 13 | 6 | 20 | 12 | 151 |
| 2568 | 10 | 16 | 5 | 10 | 17 | 6 | 17 | 9 | 30 | 13 | 8 | 11 | 152 |
| 2569 | 10 | 14 | 1 | 18 |
ผลการดำเนินงานจัดซื้อจัดจ้าง
































































