สิ่งที่ต้องทำ หลังจากเครื่องคอมพิวเตอร์ติดไวรัส
1. อัพเดต Anti-Virus แล้วทำการสแกน
เบื้องต้นให้เข้าไปดูระบบ Anti-Virus ก่อนว่ามีการทำงานตามปกติหรือไม่ โดยให้เข้าไปดูในส่วนของ Auto Protect หรือยังมีการป้องกันตามที่ควรจะเป็นหรือเปล่า เพราะหากเป็นไวรัสทั่วไป หากระบบทำงานอยู่ อย่างน้อยก็จะทำหน้าที่ป้องกันได้ตามปกติ แต่ก็จะมีบางกรณีที่อาจทำให้ระบบไม่ทำงาน อย่างเช่น Anti-Virus หมดอายุ, ถูกปิดหรือ Disable ไม่ทราบสาเหตุหรือโปรแกรมไม่ได้รับการอัพเดตมานาน ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ระบบไม่เปิดทำงานตามปกติ การแก้ไขก็เพียง ติดตั้ง Anti-Virus ใหม่หรืออัพเดตให้มีความทันสมัย แล้วจึงทำการสแกนระบบใหม่ทั้งหมด โดยเป็นการสแกนแบบ Deep หรือสแกนแบบละเอียดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อค้นหา กักกันหรือลบทิ้ง เพื่อป้องกันคอมพิวเตอร์ติดไวรัสต่อไป
หากไม่มีโปรแกรม Anti-Virus ติดตั้งไว้ในเครื่อง สามารถติดตั้งโปรแกรม Malwarebytes จากนั้นก็ให้อัพเดต Anti-Virus ให้ทันสมัยเป็นปัจจุบัน (ขั้นตอนนี้ยังต้องมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต) หากเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ในสำนักงานที่มีการเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายแลนให้ทำตามข้อ 2. ก่อน จึงค่อยดำเนินการ Scan ค้นหาไวรัส ทั้ง Harddisk
สำหรับโปรแกรมกำจัดไวรัสคอมพิวเตอร์อันดับที่ 1 ของปี 2022 คือ TotalAV ซึ่งเวอร์ชันฟรีมีเฉพาะความสามารถด้าน Scan พื้นฐานเท่านั้น TotalAV เวอร์ชันฟรีสามารถ Scan หาและลบ Malware ได้ อย่างไรก็ตาม เวอร์ชันฟรีนี้ไม่มีการ Scan ตามเวลาจริง (Realtime) และมีข้อจำกัดอื่น ๆ อีกหลายประการ
2. เตรียมตัวให้พร้อมก่อนแก้ไขปัญหา
หลังจากที่อัพเดต Anti-Virus ให้ทันสมัยและรู้จักไวรัสใหม่ ๆ แล้ว เพื่อการป้องกันการถูกโจมตีจากไวรัสคอมพิวเตอร์สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในเครือข่ายเดียวกัน ให้ทำการถอดสาย LAN ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัสออกจากตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ หากใช้ WiFi ให้ Disconnect ก่อน (เพื่อเป็นการตัดเส้นทางที่ไวรัสจะแพร่เชื้อต่อไปได้ เป็นการกักบริเวณให้ไวรัสอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัสเท่านั้น)
3. ย้ายข้อมูลไว้ในที่ปลอดภัย
ถ้าปรากฏว่ามีความเสี่ยงสูงที่อาจจะเกิดการติดต่อลุกลามไปยังจุดอื่น ๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็คงต้องมีการย้ายข้อมูลบางส่วน เป็นการสำรองไฟล์เอาไว้เพื่อความปลอดภัย อาจจะใช้การโยกไปยังไดรฟ์อื่น ๆ ที่มีอยู่ในระบบหรือจะเป็นการใส่เอาไว้บนฮาร์ดดิสก์แบบต่อภายนอก แต่ก็ต้องเป็นขั้นตอนที่ถัดจากการ Scan ไฟล์ต่าง ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อป้องกันการติดต่อไปยังจุดอื่น ๆ ต่อไป ซึ่งในกรณีที่ไดรฟ์หลักติดไวรัส ก็ควรจะต้อง Scan ไดรฟ์อื่น ๆ ด้วยเช่นกัน หากต้องการความปลอดภัยและมั่นใจสูงสุด
4. ตรวจสอบอุปกรณ์บันทึกข้อมูลอื่น ๆ
เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญและไม่ควรมองข้าม เพราะโอกาสที่ไฟล์ในเครื่องคอมพิวเตอร์จะปลอดภัยหรือเกิดปัญหาขึ้นมาใหม่อยู่ที่ตรงจุดนี้ เพราะบางกรณีหลังจากที่ Scan ค้นหาไวรัสคอมพิวเตอร์กับไฟล์ระบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ไวรัสคอมพิวเตอร์ยังมีค้างอยู่ในอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น แฟลชไดรฟ์หรือฮาร์ดดิสก์ต่อภายนอก เมื่อนำเข้ามาต่อกับระบบแล้วไม่ได้สแกนให้ละเอียดอีกครั้งหรือมีการดึงไฟล์ต่าง ๆ เข้ามาทันที ก็ถือว่ามีความเสี่ยงต่อการติดไวรัสซ้ำอีกครั้ง ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือ การสแกนอุปกรณ์ที่เป็น Storage ต่าง ๆ แบบละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะทำการ Copy/Cut/Paste หรือสิ่งอื่นใดเข้ามาในระบบหลัก เพื่อความปลอดภัยและไม่ต้องเสียเวลาในการแก้ไขอีก
5. เปลี่ยนพาสส์เวิร์ดในการล็อกอิน
แม้ว่าจะดูเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกันนัก แต่หากเป็นไปได้หรือไม่ยุ่งยากเกินไป ก็แนะนำว่าให้ทำการเปลี่ยน User name และ Password ใหม่หลังจากที่มีการสแกนและแก้ไขจากการติดไวรัสไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากไวรัสบางประเภทอย่างเช่น โทรจัน แฝงตัวเข้ามาเพื่อเก็บข้อมูลบรรดาข้อมูลที่เกิดจากการพิมพ์ (Keylogger) แล้วจัดส่งไปยังผู้ไม่หวังดีปลายทาง เพื่อนำไปใช้หาประโยชน์ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งการเปลี่ยนรหัสผ่านเพื่อการเข้าสู่ระบบ (Login) บ่อย ๆ หรืออย่างน้อย 1 ครั้ง/3 เดือน ก็จะช่วยลดอัตราความเสี่ยงในเรื่องดังกล่าวไปได้มากทีเดียว
6. ฟอร์แมตติดตั้งระบบใหม่ เมื่อเกินเยียวยา
ในกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขหรือสแกนได้หมด รวมถึงสงสัยว่าไวรัสยังคงอยู่ ก็อาจจะใช้วิธีสุดท้ายก็คือการฟอร์แมตหรือล้างฮาร์ดดิสก์ใหม่เพื่อความสบายใจในการใช้งาน ซึ่งข้อดีก็คือ อุ่นใจในการใช้งานมากขึ้นและยังได้ความเร็วในการทำงานกลับคืนมา ด้วยการเคลียร์สิ่งต่าง ๆ ออกไป นอกจากนี้ยังได้เริ่มติดตั้งโปรแกรมใหม่ ๆ ที่มีการอัพเดตมากขึ้น แต่ข้อเสียคือ ต้องเสียเวลาในการทำค่อนข้างนาน รวมถึงการติดตั้งไดรเวอร์และโปรแกรมใหม่ทั้งหมด ทั้งยังต้องเตรียมแบ็คอัพข้อมูลเอาไว้ด้วย เรียกได้ว่างานหนักเลยทีเดียวสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยคุ้นเคย
7. ตอบข้อสงสัย
- ติดตั้ง Anti-Virus มากกว่าหนึ่งตัว จะช่วยให้ปลอดภัยขึ้นหรือไม่
การติดตั้ง Anti-Virus มากกว่าหนึ่งตัว อาจจะดูเหมือนว่าเป็นการช่วยกันสแกนและตรวจจับ เหมือนกับการมีแมวหลาย ๆ ตัวช่วยกันจับหนู แต่ในความเป็นจริง Anti-Virus ส่วนใหญ่มีการตรวจจับและรู้จักไวรัสในระดับที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ดังนั้นการติดตั้ง Anti-Virus หลาย ๆ ตัว ก็อาจจะไม่ได้ช่วยให้มีความปลอดภัยมากขึ้นสองเท่า แต่กลายเป็นว่าเราจะต้องเสียพื้นที่และทรัพยากรเพิ่มขึ้นในการติดตั้งและใช้งาน Anti-Virus ดังนั้นแล้วการเลือก Anti-Virus ที่มั่นใจได้เพียงตัวเดียวและอัพเดตให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ น่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
[1] LKT-NBS, “7 สิ่งที่ต้องทำ หลังโน๊ตบุ๊คหรือคอมพิวเตอร์ติดไวรัส – Notebookspec”, 22 พฤศจิกายน 2013. https://notebookspec.com/web/207175-7-%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B3-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%95 (สืบค้น 29 ตุลาคม 2022).

